View : 1991

       ในบางครั้ง บ้านหรือที่อยู่อาศัย อาจไม่ใช่ที่พักผ่อนเพียงอย่างเดียว บางคนอาจแบ่งสรรพื้นที่ในบ้านเป็นห้องทำงานเล็กๆ หรือรีโนเวทบ้านเป็นสำนักงานแบบ Home Office ไปเลยก็มี สำหรับบ้าน ทาวน์โฮม หรือตึกแถว ที่ต้องการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นสำนักงาน ย่อมต้องคำนึงถึงบริบทต่างๆ ทั้งของเดิมและของใหม่ ในฐานะของสถาปนิกที่เพิ่งผ่านงานออกแบบปรับปรุงสำนักงานมาหมาดๆ  ซึ่งแม้จะไม่ใช่บ้าน แต่ก็อยากจะถือโอกาสถ่ายทอดเป็น Case Study เล่าสู่กันฟัง เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของบ้านท่านใดที่สนใจปรับปรุงพื้นที่ในบ้านให้เป็นที่ทำงาน
 
แปลงโฉมห้องทำงาน ให้เป็นสำนักงาน
       งานออกแบบที่ได้มอบหมายในครั้งนี้เป็นการรีโนเวทห้องทำงานของอดีตผู้บริหาร ขนาด 127 ตร.ม. ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่นั่งทำงาน พื้นที่รับแขก ห้องประชุม ห้องน้ำ และห้องเก็บเอกสาร) ให้กลายเป็นสำนักงาน SCG Contact Center สำหรับทีมงานจำนวน 19 คน ภายใต้การออกแบบสไตล์โมเดิร์น ด้วยเส้นสายบนผืนผนังที่แสดงถึงความสมัยใหม่และไม่หยุดนิ่ง

       ด้านการจัดสรรพื้นที่ จะมีทั้งส่วนของพื้นที่นั่งทำงาน ห้องประชุม และห้องพักผ่อน/ทานข้าว โดยสาเหตุที่ทีมงานมีการโยกย้ายสำนักงาน ก็เนื่องมาจากความต้องการขยายพื้นที่เพื่อรองรับช่องทางบริการที่เพิ่มขึ้น (จากเดิมที่เคยมีแค่ช่องทางเดียว คือการให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์)
 
 

ซ้ายบน  - ฉนวนกันเสียง
ซ้ายล่าง - ฝ้าเพดานชนิดดูดซับเสียง
ขวา - การปูฉนวนกันเสียงเหนือฝ้าเพดาน

Partition กรุวัสดุกันเสียงที่กั้นระหว่างโต๊ะทำงาน

งานระบบ...เรื่องสำคัญต้องใส่ใจ
       อีกปัจจัยที่มีบทบาทในการชี้ทิศทางหรือข้อจำกัดในการรีโนเวทพื้นที่  คือ “งานระบบ”  ที่เห็นชัดจากกรณีนี้ คือ ในส่วนของใต้ท้องพื้นชั้นบนจะประกอบไปด้วยการเดินท่องานระบบต่างๆ  ทั้งของเดิมและของใหม่ ฝ้าเพดานบางส่วนจึงมีการลดระดับให้ต่ำลงเพื่อหลบเลี่ยงท่องานระบบเหล่านี้ ในเรื่องแสงสว่างจะมีการเพิ่มโคมไฟฟลูออเรสเซนต์สำหรับพื้นที่ทำงานให้สว่างเพียงพอทั่วถึง และมีไฟดาวน์ไลท์ช่วยเสริมบรรยากาศบางจุดให้ดูผ่อนคลาย โดยโคมไฟทั้งหมดจะเป็นชนิดฝังฝ้าเพดาน เนื่องจากระยะระหว่างฝ้าจนถึงใต้ท้องพื้นชั้นบนมีความลึกเพียงพอ  

       ส่วนเรื่องของตำแหน่งปลั๊กไฟและระบบ LAN สำหรับเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ที่ต้องมีประจำทุกโต๊ะทำงานนั้น บางส่วนจะเดินสายซ่อนไว้ในผนัง ส่วนที่เหลือจะใช้วิธีกรีดพื้นกระเบื้องเดิมให้เป็นร่องเพื่อเดินท่อร้อยสายไฟ ก่อนจะปูพรมทับ (กระเบื้องเดิมที่ปูทับอยู่ช่วยให้การกรีดพื้นไม่กระทบกับผิวพื้นโครงสร้างมากนัก)  วิธีเหล่านี้นอกจากจะดูเรียบร้อยสวยงามแล้ว ยังช่วยให้พื้นเรียบ ไม่สะดุดหรือเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานด้วย   

       ด้านระบบปรับอากาศ สำนักงาน SCG Contact Center จะใช้ระบบปรับอากาศพ่วงกับระบบกลางของอาคาร คือเป็น Chiller ผลิตน้ำเย็นโดยมีพัดลมเป่าเอาความเย็นกระจายสู่ห้องต่างๆ ทั้งชั้น แต่เนื่องจาก ทีมงาน SCG Contact Center เป็นหน่วยงานเดียวในชั้นที่จะมีการทำงานในวันเสาร์ การเปิดเครื่องปรับอากาศทั้งชั้นจะดูเป็นการสิ้นเปลืองเกินไป จึงมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศระบบ Split Type เพิ่มเติมภายในสำนักงาน SCG Contact Center สำหรับใช้งานในวันเสาร์โดยเฉพาะ
               
       จะเห็นได้ว่า การจะทำงานออกแบบปรับปรุง หรือรีโนเวทการใช้งานในพื้นที่หนึ่งๆ จำเป็นต้องพิจารณาหลายปัจจัย สำหรับบ้านหรือที่อยู่อาศัยก็เช่นเดียวกัน หากจะรีโนเวทให้เป็นพื้นที่ทำงานหรือสำนักงานนั้น นอกจากปัจจัยเรื่องที่ตั้งและลักษณะการใช้งานแล้ว ยังต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านงานระบบด้วย ทั้งนี้ หากมีการทำระบบประปาเพิ่มเติมจะต้องพิจารณาเรื่องการเดินท่อให้เหมาะสม ทั้งตำแหน่งที่ตั้งและระบบพื้น กรณีเป็นพื้นสำเร็จ การเจาะพื้นเพื่อเดินท่ออาจทำให้สูญเสียความสามารถในการรับน้ำหนักจนเป็นอันตรายได้ ควรหาวิธีเลี่ยง เช่น เจาะท่อออกทางผนังเพื่อหาตำแหน่งที่เดินท่อลงเบื้องล่างได้โดยตรง นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ บรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นมา อาจทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นกว่าเดิมมาก จึงควรพิจารณาเรื่องปริมาณและกำลังของไฟฟ้าที่ต้องใช้ทั้งหมดให้สัมพันธ์กับระบบไฟฟ้า ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ้านที่ใช้ระบบไฟฟ้าแบบ 1 เฟส ควรมีการปรึกษาผู้เชื่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสม
 

งานออกแบบปรับปรุงโฉมห้องทำงาน SCG Contact Center ตอนที่ 1


งานออกแบบปรับปรุงโฉมห้องทำงาน SCG Contact Center ตอนที่ 2


งานออกแบบปรับปรุงโฉมห้องทำงาน SCG Contact Center ตอนที่ 3



บทความที่แล้ว
เปลี่ยนพื้นที่ริมน้ำเป็นมุมพักผ่อนตามสไตล์ 
Riva Floating Café
043-เปลี่ยนพื้นที่ริมน้ำเป็นมุมพักผ่อนตามสไตล์-Riva-Floating-Café.jpg


ว่าด้วยเรื่องงานออกแบบ
รีโนเวท (ให้เป็น) สำนักงาน 

งานออกแบบปรับปรุงสำนักงาน SCG Contact Center กับที่มาของแนวคิด ปัจจัยและข้อจำกัดของงานรีโนเวท ที่อาจเป็นไอเดียให้เจ้าของบ้านในการรีโนเวทบ้านหรือพื้นที่สักส่วนในที่อยู่อาศัย ให้กลายเป็นสำนักงานขนาดย่อม

ซ้าย - การกั้นกระจกกันเสียงพร้อมสติกเกอร์ฝ้าที่ติดทับเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว
ขวา - ภาพพื้นที่จัดกิจกรรมชั้นล่าง 









ปัจจัยที่ท้าทาย
       เป็นธรรมดาของงานออกแบบประเภทรีโนเวท ซึ่งมักมีเรื่องท้าทายให้แก้ปัญหาอยู่เสมอ ในครั้งนี้จะเป็นเรื่องของ ปัญหาเสียงรบกวน ด้วยตำแหน่งที่ตั้งที่ของสำนักงานอยู่ติดกับโซนจัดกิจกรรมชั้นล่างของอาคารซึ่งมีเสียงดังอยู่เสมอ จึงต้องหาวิธีป้องกันเสียงมิให้เล็ดลอดเข้ามารบกวนการทำงานของทีมงานขณะติดต่อกับลูกค้าทางโทรศัพท์

       หลักการที่ใช้ในการป้องกันเสียงครั้งนี้คือ การกั้นผนังให้มิดชิดจากพื้นห้องไปจนถึงใต้ท้องพื้นชั้นบน  ซึ่งผนังในที่นี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ผนังกระจกลามิเนตหนา 10 มม.ประกบกัน 2 ชั้น (รวมความหนาเป็น 20 มม.) เพื่อความแข็งแรง ตัวผนังเป็นกระจกทั้งผืนต่อเนื่องจากพื้นถึงฝ้าเพดานเพื่อให้ดูโปร่งโล่ง โดยมีสติกเกอร์ฝ้าติดประดับสร้างความเป็นส่วนตัวและช่วยรักษาสมาธิในการทำงาน  ผนังบางช่วงเป็นประตูกระจก ซึ่งอุดรอยต่อด้วยวัสดุยางเพื่อกันการเล็ดลอดของเสียงด้วย

       ผนังส่วนที่ 2 จะเป็นผนังสมาร์ทบอร์ดหนา 8 มม. ที่กั้นจากผนังกระจกต่อขึ้นไปชนถึงท้องพื้นชั้นบน (หากมองจากภายนอกจะไม่เห็นเนื่องจากมีฝ้าเพดานปิดอยู่) ทำหน้าที่ช่วยกันเสียงไม่ให้ทะลุเข้าไปในห้องบริเวณเหนือฝ้าเพดาน        สำหรับเสียงภายในห้องจะถูกดูดซับด้วยวัสดุต่างๆ   ไม่ว่าจะเป็นพื้นปูพรม การใช้ฝ้าเพดานชนิดดูดซับเสียงคู่กับวัสดุซับเสียงเหนือฝ้าเพดาน รวมถึงการกั้น Partition ระหว่างโต๊ะซึ่งกรุด้วยวัสดุซับเสียง ทั้งหมดนี้ช่วยให้เสียงของทีมงานแต่ละโต๊ะที่คุยโทรศัพท์กับลูกค้าไม่รบกวนซึ่งกันและกัน  นอกจากนี้ในส่วนของห้องประชุมซึ่งต้องการความสงบมากขึ้น จะตั้งอยู่บริเวณด้านในสุดเพื่อเลี่ยงเสียงรบกวนให้มากที่สุด และมีการติดผนังด้วยวัสดุอะคูสติกกันเสียงเพื่อลดเสียงสะท้อนภายในห้องด้วยเช่นกัน










 

โคมไฟฟลูออเรสเซนต์และไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้าเพดาน

ซ้าย - การกรีดผิวพื้นกระเบื้องเดิมเพื่อฝังท่อร้อยสายไฟ
ขวา - ปูทับด้วยพรม

ว่าด้วยเรื่องงานออกแบบ
รีโนเวท (ให้เป็น) สำนักงาน 

งานออกแบบปรับปรุงสำนักงาน SCG Contact Center กับที่มาของแนวคิด ปัจจัยและข้อจำกัดของงานรีโนเวท ที่อาจเป็นไอเดียให้เจ้าของบ้านในการรีโนเวทบ้านหรือพื้นที่สักส่วนในที่อยู่อาศัย ให้กลายเป็นสำนักงานขนาดย่อม

ซ้าย - การกั้นกระจกกันเสียงพร้อมสติกเกอร์ฝ้าที่ติดทับเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว
ขวา - ภาพพื้นที่จัดกิจกรรมชั้นล่าง 

       ในบางครั้ง บ้านหรือที่อยู่อาศัย อาจไม่ใช่ที่พักผ่อนเพียงอย่างเดียว บางคนอาจแบ่งสรรพื้นที่ในบ้านเป็นห้องทำงานเล็กๆ หรือรีโนเวทบ้านเป็นสำนักงานแบบ Home Office ไปเลยก็มี สำหรับบ้าน ทาวน์โฮม หรือตึกแถว ที่ต้องการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นสำนักงาน ย่อมต้องคำนึงถึงบริบทต่างๆ ทั้งของเดิมและของใหม่ ในฐานะของสถาปนิกที่เพิ่งผ่านงานออกแบบปรับปรุงสำนักงานมาหมาดๆ  ซึ่งแม้จะไม่ใช่บ้าน แต่ก็อยากจะถือโอกาสถ่ายทอดเป็น Case Study เล่าสู่กันฟัง เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของบ้านท่านใดที่สนใจปรับปรุงพื้นที่ในบ้านให้เป็นที่ทำงาน
 
แปลงโฉมห้องทำงาน ให้เป็นสำนักงาน
       งานออกแบบที่ได้มอบหมายในครั้งนี้เป็นการรีโนเวทห้องทำงานของอดีตผู้บริหาร ขนาด 127 ตร.ม. ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่นั่งทำงาน พื้นที่รับแขก ห้องประชุม ห้องน้ำ และห้องเก็บเอกสาร) ให้กลายเป็นสำนักงาน SCG Contact Center สำหรับทีมงานจำนวน 19 คน ภายใต้การออกแบบสไตล์โมเดิร์น ด้วยเส้นสายบนผืนผนังที่แสดงถึงความสมัยใหม่และไม่หยุดนิ่ง

       ด้านการจัดสรรพื้นที่ จะมีทั้งส่วนของพื้นที่นั่งทำงาน ห้องประชุม และห้องพักผ่อน/ทานข้าว โดยสาเหตุที่ทีมงานมีการโยกย้ายสำนักงาน ก็เนื่องมาจากความต้องการขยายพื้นที่เพื่อรองรับช่องทางบริการที่เพิ่มขึ้น (จากเดิมที่เคยมีแค่ช่องทางเดียว คือการให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์)
 
 

ซ้ายบน  - ฉนวนกันเสียง
ซ้ายล่าง - ฝ้าเพดานชนิดดูดซับเสียง
ขวา - การปูฉนวนกันเสียงเหนือฝ้าเพดาน

Partition กรุวัสดุกันเสียงที่กั้นระหว่างโต๊ะทำงาน









ปัจจัยที่ท้าทาย
       เป็นธรรมดาของงานออกแบบประเภทรีโนเวท ซึ่งมักมีเรื่องท้าทายให้แก้ปัญหาอยู่เสมอ ในครั้งนี้จะเป็นเรื่องของ ปัญหาเสียงรบกวน ด้วยตำแหน่งที่ตั้งที่ของสำนักงานอยู่ติดกับโซนจัดกิจกรรมชั้นล่างของอาคารซึ่งมีเสียงดังอยู่เสมอ จึงต้องหาวิธีป้องกันเสียงมิให้เล็ดลอดเข้ามารบกวนการทำงานของทีมงานขณะติดต่อกับลูกค้าทางโทรศัพท์

       หลักการที่ใช้ในการป้องกันเสียงครั้งนี้คือ การกั้นผนังให้มิดชิดจากพื้นห้องไปจนถึงใต้ท้องพื้นชั้นบน  ซึ่งผนังในที่นี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ผนังกระจกลามิเนตหนา 10 มม.ประกบกัน 2 ชั้น (รวมความหนาเป็น 20 มม.) เพื่อความแข็งแรง ตัวผนังเป็นกระจกทั้งผืนต่อเนื่องจากพื้นถึงฝ้าเพดานเพื่อให้ดูโปร่งโล่ง โดยมีสติกเกอร์ฝ้าติดประดับสร้างความเป็นส่วนตัวและช่วยรักษาสมาธิในการทำงาน  ผนังบางช่วงเป็นประตูกระจก ซึ่งอุดรอยต่อด้วยวัสดุยางเพื่อกันการเล็ดลอดของเสียงด้วย

       ผนังส่วนที่ 2 จะเป็นผนังสมาร์ทบอร์ดหนา 8 มม. ที่กั้นจากผนังกระจกต่อขึ้นไปชนถึงท้องพื้นชั้นบน (หากมองจากภายนอกจะไม่เห็นเนื่องจากมีฝ้าเพดานปิดอยู่) ทำหน้าที่ช่วยกันเสียงไม่ให้ทะลุเข้าไปในห้องบริเวณเหนือฝ้าเพดาน        สำหรับเสียงภายในห้องจะถูกดูดซับด้วยวัสดุต่างๆ   ไม่ว่าจะเป็นพื้นปูพรม การใช้ฝ้าเพดานชนิดดูดซับเสียงคู่กับวัสดุซับเสียงเหนือฝ้าเพดาน รวมถึงการกั้น Partition ระหว่างโต๊ะซึ่งกรุด้วยวัสดุซับเสียง ทั้งหมดนี้ช่วยให้เสียงของทีมงานแต่ละโต๊ะที่คุยโทรศัพท์กับลูกค้าไม่รบกวนซึ่งกันและกัน  นอกจากนี้ในส่วนของห้องประชุมซึ่งต้องการความสงบมากขึ้น จะตั้งอยู่บริเวณด้านในสุดเพื่อเลี่ยงเสียงรบกวนให้มากที่สุด และมีการติดผนังด้วยวัสดุอะคูสติกกันเสียงเพื่อลดเสียงสะท้อนภายในห้องด้วยเช่นกัน










 

โคมไฟฟลูออเรสเซนต์และไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้าเพดาน

ซ้าย - การกรีดผิวพื้นกระเบื้องเดิมเพื่อฝังท่อร้อยสายไฟ
ขวา - ปูทับด้วยพรม

งานระบบ...เรื่องสำคัญต้องใส่ใจ
       อีกปัจจัยที่มีบทบาทในการชี้ทิศทางหรือข้อจำกัดในการรีโนเวทพื้นที่  คือ “งานระบบ”  ที่เห็นชัดจากกรณีนี้ คือ ในส่วนของใต้ท้องพื้นชั้นบนจะประกอบไปด้วยการเดินท่องานระบบต่างๆ  ทั้งของเดิมและของใหม่ ฝ้าเพดานบางส่วนจึงมีการลดระดับให้ต่ำลงเพื่อหลบเลี่ยงท่องานระบบเหล่านี้ ในเรื่องแสงสว่างจะมีการเพิ่มโคมไฟฟลูออเรสเซนต์สำหรับพื้นที่ทำงานให้สว่างเพียงพอทั่วถึง และมีไฟดาวน์ไลท์ช่วยเสริมบรรยากาศบางจุดให้ดูผ่อนคลาย โดยโคมไฟทั้งหมดจะเป็นชนิดฝังฝ้าเพดาน เนื่องจากระยะระหว่างฝ้าจนถึงใต้ท้องพื้นชั้นบนมีความลึกเพียงพอ  

       ส่วนเรื่องของตำแหน่งปลั๊กไฟและระบบ LAN สำหรับเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ที่ต้องมีประจำทุกโต๊ะทำงานนั้น บางส่วนจะเดินสายซ่อนไว้ในผนัง ส่วนที่เหลือจะใช้วิธีกรีดพื้นกระเบื้องเดิมให้เป็นร่องเพื่อเดินท่อร้อยสายไฟ ก่อนจะปูพรมทับ (กระเบื้องเดิมที่ปูทับอยู่ช่วยให้การกรีดพื้นไม่กระทบกับผิวพื้นโครงสร้างมากนัก)  วิธีเหล่านี้นอกจากจะดูเรียบร้อยสวยงามแล้ว ยังช่วยให้พื้นเรียบ ไม่สะดุดหรือเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานด้วย   

       ด้านระบบปรับอากาศ สำนักงาน SCG Contact Center จะใช้ระบบปรับอากาศพ่วงกับระบบกลางของอาคาร คือเป็น Chiller ผลิตน้ำเย็นโดยมีพัดลมเป่าเอาความเย็นกระจายสู่ห้องต่างๆ ทั้งชั้น แต่เนื่องจาก ทีมงาน SCG Contact Center เป็นหน่วยงานเดียวในชั้นที่จะมีการทำงานในวันเสาร์ การเปิดเครื่องปรับอากาศทั้งชั้นจะดูเป็นการสิ้นเปลืองเกินไป จึงมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศระบบ Split Type เพิ่มเติมภายในสำนักงาน SCG Contact Center สำหรับใช้งานในวันเสาร์โดยเฉพาะ
               
       จะเห็นได้ว่า การจะทำงานออกแบบปรับปรุง หรือรีโนเวทการใช้งานในพื้นที่หนึ่งๆ จำเป็นต้องพิจารณาหลายปัจจัย สำหรับบ้านหรือที่อยู่อาศัยก็เช่นเดียวกัน หากจะรีโนเวทให้เป็นพื้นที่ทำงานหรือสำนักงานนั้น นอกจากปัจจัยเรื่องที่ตั้งและลักษณะการใช้งานแล้ว ยังต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านงานระบบด้วย ทั้งนี้ หากมีการทำระบบประปาเพิ่มเติมจะต้องพิจารณาเรื่องการเดินท่อให้เหมาะสม ทั้งตำแหน่งที่ตั้งและระบบพื้น กรณีเป็นพื้นสำเร็จ การเจาะพื้นเพื่อเดินท่ออาจทำให้สูญเสียความสามารถในการรับน้ำหนักจนเป็นอันตรายได้ ควรหาวิธีเลี่ยง เช่น เจาะท่อออกทางผนังเพื่อหาตำแหน่งที่เดินท่อลงเบื้องล่างได้โดยตรง นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ บรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นมา อาจทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นกว่าเดิมมาก จึงควรพิจารณาเรื่องปริมาณและกำลังของไฟฟ้าที่ต้องใช้ทั้งหมดให้สัมพันธ์กับระบบไฟฟ้า ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ้านที่ใช้ระบบไฟฟ้าแบบ 1 เฟส ควรมีการปรึกษาผู้เชื่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสม
 

งานออกแบบปรับปรุงโฉมห้องทำงาน SCG Contact Center ตอนที่ 1


งานออกแบบปรับปรุงโฉมห้องทำงาน SCG Contact Center ตอนที่ 2


งานออกแบบปรับปรุงโฉมห้องทำงาน SCG Contact Center ตอนที่ 3



บทความที่แล้ว
เปลี่ยนพื้นที่ริมน้ำเป็นมุมพักผ่อนตามสไตล์ 
Riva Floating Café
043-เปลี่ยนพื้นที่ริมน้ำเป็นมุมพักผ่อนตามสไตล์-Riva-Floating-Café.jpg


ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ