View : 31422

ท่ออากาศฉุกเฉิน ในงานระบบสุขาภิบาล

ปัญหาการระบายน้ำทิ้งของโถสุขภัณฑ์ที่ไม่สะดวก อาจเกิดจากการไม่มีท่ออากาศหรือเกิดปัญหาในระบบท่ออากาศ แต่หากมีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้ไม่สามารถแก้ไขโดยการติดตั้งท่ออากาศแบบปกติได้ ก็สามารถเลือกวิธีการติดตั้งท่ออากาศแบบฉุกเฉินได้เช่นกัน

       หลาย ๆ ครั้งที่ปัญหาของการระบายน้ำทิ้ง และน้ำโสโครก (ชักโครก) ไม่สะดวกราบรื่น เช่น ระบายได้ช้า กดชักโครกไม่ค่อยลง ได้ยินเสียงอากาศดันไปมาระหว่างเส้นท่อขณะใช้งาน เป็นต้น ที่มาของสาเหตุดังกล่าวนั้น นอกเหนือจากขนาดท่อน้ำทิ้งที่ไม่ได้ตามมาตรฐาน ความลาดเอียงของท่อน้ำทิ้งไม่เหมาะสม หรือมีสิ่งอุดตันในเส้นท่อ สาเหตุสำคัญคือการไม่มี “ท่ออากาศ” หรือเกิดปัญหาในระบบท่ออากาศ ซึ่งมีหน้าที่ช่วยให้สิ่งต่างๆ ในเส้นท่อน้ำทิ้งไหลได้สะดวกขึ้นตามธรรมชาติของของไหล
 
       โดยปกติระบบท่ออากาศควรถูกออกแบบและติดตั้งอย่างมีมาตรฐาน แต่ด้วยคุณภาพงานก่อสร้างซึ่งอาจเกิดการละเลยไม่ได้ติดตั้งท่ออากาศ อายุของอาคารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพที่ด้อยลงของท่ออากาศ รวมถึงการปรับปรุงต่อเติมที่อาจทำให้ไม่สามารถติดตั้งท่ออากาศได้ ซึ่งการจะติดตั้งระบบท่ออากาศใหม่ให้ได้ตามมาตรฐานงานก่อสร้างอาจเป็นเรื่องยุ่งยากและมีข้อจำกัดหลากหลาย เช่น ต้องรื้อผนังเพื่อเดินท่อใหม่ มีพื้นที่ทำงานเหนือฝ้าเพดานที่จำกัด เป็นต้น

ภาพ: ตัวอย่างการสร้างท่ออากาศฉุกเฉินแบบเชื่อมต่อท่ออากาศด้วยท่อ PVC ขนาด ½ นิ้ว หรือ 1 นิ้ว

       แนวทางแก้ไขที่เป็นทางเลือกสุดท้าย คือ “การสร้างท่ออากาศฉุกเฉิน” มักมี 2 รูปแบบ แบบแรกคือการเจาะเข้าที่สุขภัณฑ์ซึ่งจำเป็นต้องศึกษารูปแบบการระบายน้ำของสุขภัณฑ์แต่ละรุ่น และต้องระมัดระวังการเจาะวัสดุเซรามิกที่อาจเกิดความเสียหายได้หากไม่ชำนาญ อีกแบบที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงน้อยกว่าคือ การเจาะที่ท่อระบายน้ำทิ้ง PVC โดยทำการเชื่อมต่อท่ออากาศด้วยท่อ PVC ขนาด ½ นิ้ว หรือ 1 นิ้ว และเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการรั่วซึมจากข้อผิดพลาดในการเชื่อมยึด ทางเลือกในการเชื่อมยึดที่ดีที่สุดนอกเหนือจากการใช้เคมีภัณฑ์ประเภท PU หรือ Silicone คือ การเชื่อมท่อด้วยลวดเชื่อมพลาสติก ซึ่งมีลำดับวิธีดังนี้

       1. สำรวจเส้นท่อน้ำทิ้ง/น้ำโสโครกที่มีปัญหา วางแผนการวางท่ออากาศฉุกเฉินว่าจะติดตั้งตรงตำแหน่งใด โดยไม่ให้ส่งกลิ่นเข้ามารบกวนยังพื้นที่ใช้งาน
       2. กำหนดตำแหน่งเจาะที่ส่วนบนของท่อ ทำความสะอาดพื้นผิวท่อน้ำทิ้ง PVC ใช้สว่านเจาะขนาดเท่ากับเส้นท่อใหม่ที่จะติดตั้งตรงตำแหน่งบนท่อน้ำทิ้ง ประคองจับยึดท่อน้ำทิ้งไม่ให้เคลื่อนที่เพื่อป้องกันความเสียหาย ขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ละเอียด
       3. นำท่ออากาศ PVC ½” หรือ 1 นิ้ว ที่เตรียมไว้ขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ละเอียด ติดตั้งลงในรูที่เจาะไว้
       4. ใช้เครื่องเชื่อมพลาสติก หรือเครื่องละลายตะกั่วบัดกรีร่วมกับเส้นเชื่อม PVC เพื่อเชื่อมท่อทั้ง 2 เข้าด้วยกัน
       5. เดินท่อ PVC โดยผ่านข้องอให้น้อยที่สุด และให้ปลายของท่อลำเลียงอากาศปล่อยสู่นอกอาคาร หรือในช่องเซอร์วิส

ภาพ: ตัวอย่างการเจาะและเชื่อมท่อ PVC เข้ากับท่อระบายน้ำเดิม

       อย่างไรก็ตาม กรณีการใช้ท่ออากาศฉุกเฉินดังกล่าวเหมาะกับการแก้ไขห้องน้ำชั้น 2 ขึ้นไป หรือเพิ่มเติมในเส้นท่อที่สามารถทำการเจาะเชื่อมท่อได้เท่านั้น หากเป็นห้องน้ำชั้นล่าง ควรสำรวจแนวท่อน้ำทิ้งบริเวณภายนอกก่อนว่าสามารถติดตั้งท่ออากาศฉุกเฉินเพิ่มเติมได้หรือไม่





 

ท่ออากาศฉุกเฉิน ในงานระบบสุขาภิบาล

ปัญหาการระบายน้ำทิ้งของโถสุขภัณฑ์ที่ไม่สะดวก อาจเกิดจากการไม่มีท่ออากาศหรือเกิดปัญหาในระบบท่ออากาศ แต่หากมีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้ไม่สามารถแก้ไขโดยการติดตั้งท่ออากาศแบบปกติได้ ก็สามารถเลือกวิธีการติดตั้งท่ออากาศแบบฉุกเฉินได้เช่นกัน

       หลาย ๆ ครั้งที่ปัญหาของการระบายน้ำทิ้ง และน้ำโสโครก (ชักโครก) ไม่สะดวกราบรื่น เช่น ระบายได้ช้า กดชักโครกไม่ค่อยลง ได้ยินเสียงอากาศดันไปมาระหว่างเส้นท่อขณะใช้งาน เป็นต้น ที่มาของสาเหตุดังกล่าวนั้น นอกเหนือจากขนาดท่อน้ำทิ้งที่ไม่ได้ตามมาตรฐาน ความลาดเอียงของท่อน้ำทิ้งไม่เหมาะสม หรือมีสิ่งอุดตันในเส้นท่อ สาเหตุสำคัญคือการไม่มี “ท่ออากาศ” หรือเกิดปัญหาในระบบท่ออากาศ ซึ่งมีหน้าที่ช่วยให้สิ่งต่างๆ ในเส้นท่อน้ำทิ้งไหลได้สะดวกขึ้นตามธรรมชาติของของไหล
 
       โดยปกติระบบท่ออากาศควรถูกออกแบบและติดตั้งอย่างมีมาตรฐาน แต่ด้วยคุณภาพงานก่อสร้างซึ่งอาจเกิดการละเลยไม่ได้ติดตั้งท่ออากาศ อายุของอาคารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพที่ด้อยลงของท่ออากาศ รวมถึงการปรับปรุงต่อเติมที่อาจทำให้ไม่สามารถติดตั้งท่ออากาศได้ ซึ่งการจะติดตั้งระบบท่ออากาศใหม่ให้ได้ตามมาตรฐานงานก่อสร้างอาจเป็นเรื่องยุ่งยากและมีข้อจำกัดหลากหลาย เช่น ต้องรื้อผนังเพื่อเดินท่อใหม่ มีพื้นที่ทำงานเหนือฝ้าเพดานที่จำกัด เป็นต้น

ภาพ: ตัวอย่างการสร้างท่ออากาศฉุกเฉินแบบเชื่อมต่อท่ออากาศด้วยท่อ PVC ขนาด ½ นิ้ว หรือ 1 นิ้ว

       แนวทางแก้ไขที่เป็นทางเลือกสุดท้าย คือ “การสร้างท่ออากาศฉุกเฉิน” มักมี 2 รูปแบบ แบบแรกคือการเจาะเข้าที่สุขภัณฑ์ซึ่งจำเป็นต้องศึกษารูปแบบการระบายน้ำของสุขภัณฑ์แต่ละรุ่น และต้องระมัดระวังการเจาะวัสดุเซรามิกที่อาจเกิดความเสียหายได้หากไม่ชำนาญ อีกแบบที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงน้อยกว่าคือ การเจาะที่ท่อระบายน้ำทิ้ง PVC โดยทำการเชื่อมต่อท่ออากาศด้วยท่อ PVC ขนาด ½ นิ้ว หรือ 1 นิ้ว และเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการรั่วซึมจากข้อผิดพลาดในการเชื่อมยึด ทางเลือกในการเชื่อมยึดที่ดีที่สุดนอกเหนือจากการใช้เคมีภัณฑ์ประเภท PU หรือ Silicone คือ การเชื่อมท่อด้วยลวดเชื่อมพลาสติก ซึ่งมีลำดับวิธีดังนี้

       1. สำรวจเส้นท่อน้ำทิ้ง/น้ำโสโครกที่มีปัญหา วางแผนการวางท่ออากาศฉุกเฉินว่าจะติดตั้งตรงตำแหน่งใด โดยไม่ให้ส่งกลิ่นเข้ามารบกวนยังพื้นที่ใช้งาน
       2. กำหนดตำแหน่งเจาะที่ส่วนบนของท่อ ทำความสะอาดพื้นผิวท่อน้ำทิ้ง PVC ใช้สว่านเจาะขนาดเท่ากับเส้นท่อใหม่ที่จะติดตั้งตรงตำแหน่งบนท่อน้ำทิ้ง ประคองจับยึดท่อน้ำทิ้งไม่ให้เคลื่อนที่เพื่อป้องกันความเสียหาย ขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ละเอียด
       3. นำท่ออากาศ PVC ½” หรือ 1 นิ้ว ที่เตรียมไว้ขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ละเอียด ติดตั้งลงในรูที่เจาะไว้
       4. ใช้เครื่องเชื่อมพลาสติก หรือเครื่องละลายตะกั่วบัดกรีร่วมกับเส้นเชื่อม PVC เพื่อเชื่อมท่อทั้ง 2 เข้าด้วยกัน
       5. เดินท่อ PVC โดยผ่านข้องอให้น้อยที่สุด และให้ปลายของท่อลำเลียงอากาศปล่อยสู่นอกอาคาร หรือในช่องเซอร์วิส

ภาพ: ตัวอย่างการเจาะและเชื่อมท่อ PVC เข้ากับท่อระบายน้ำเดิม

       อย่างไรก็ตาม กรณีการใช้ท่ออากาศฉุกเฉินดังกล่าวเหมาะกับการแก้ไขห้องน้ำชั้น 2 ขึ้นไป หรือเพิ่มเติมในเส้นท่อที่สามารถทำการเจาะเชื่อมท่อได้เท่านั้น หากเป็นห้องน้ำชั้นล่าง ควรสำรวจแนวท่อน้ำทิ้งบริเวณภายนอกก่อนว่าสามารถติดตั้งท่ออากาศฉุกเฉินเพิ่มเติมได้หรือไม่





 

ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ