View : 31952


ประเภทของเสียจากห้องน้ำ
เราสามารถแยกประเภทของเสียภายในห้องน้ำออกได้เป็น 2 ลักษณะคือ น้ำเสียที่มาจากการอาบน้ำและอ่างล้างหน้า ซึ่งส่วนนี้อาจมีไขมันจากสบู่หรือยาสระผมปะปนอยู่บ้างเล็กน้อย กับอีกประเภทคือของเสียที่มาจากสุขภัณฑ์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. น้ำเสียที่มาจากบริเวณห้องน้ำและน้ำทิ้งทั่วไป 
เป็นน้ำเสียซึ่งมาจากการอาบน้ำ ล้างหน้า และพื้นที่ซักล้าง สามารถแบ่งได้เป็นส่วนเปียก และส่วนแห้ง

ส่วนเปียก ประกอบ ด้วย พื้นที่อาบน้ำ ในส่วนนี้สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการออกแบบประการแรกคือ ความสามารถในการระบายน้ำของพื้นที่นั้นๆ ซึ่งโดยทั่วไปควรออกแบบให้พื้นบริเวณดังกล่าวมีความลาดชันไม่น้อยกว่า 1:100 (ความยาว 100 ซม.ระดับลดลง 1 ซม.)

ท่อระบายน้ำทิ้งควรเลือกใช้ท่อ PVC (Class 8.5) ซึ่งโดยมาตรฐานจะใช้ที่เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 นิ้ว หรือ 3 นิ้ว (อาจพึ่งวิศวกรช่วยคำนวณก่อนเลือกใช้) ทั้งนี้  ควรติดตั้งระบบกันกลิ่นบริเวณจุดระบายน้ำซึ่งอาศัยหลักการให้น้ำขังบริเวณกระเปาะหรือถ้วยด้านล่างช่วยกันไม่ให้กลิ่นไหลย้อนขึ้นมาได้ วิธีการคือ ใช้ท่อดักกลิ่นชนิด P-Trap ควบคู่กับฝาท่อระบายน้ำธรรมดา หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ใช้ฝาท่อระบายน้ำชนิดมีตะแกรงกันกลิ่นโดยไม่ต้องใช้ท่อP-Trap  ทั้งนี้ ฝาท่อระบายน้ำชนิดมีตะแกรงกันกลิ่นอาจทำให้น้ำไหลลงท่อช้าลงบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจเกิดขึ้นได้

ส่วนแห้ง ประกอบไปด้วย น้ำจากอ่างอาบน้ำและอ่างล้างหน้า ในส่วนนี้ให้เลือกใช้ท่อ PVC (class 8.5) ขนาด 2 นิ้ว โดยควรติดตั้งท่อใหมีความลาดชันไม่น้องกว่า 1:100 เช่นกัน ร่วมกับการใช้ท่อดักกลิ่นชนิด P-Trap เพื่อป้องกันกลิ่นไหลย้อนกลับ
 

ตัวอย่างปะเก็นแว็กซ์ป้องกันกลิ่น และตำแหน่งการติดตั้งปะเก็นแว็กซ์
ที่มาภาพ: www.cachebeclean.com


นอกจากเรื่องของรูปแบบการระบายน้ำที่แตกต่างกันของสุขภัณฑ์แล้วนั้น สิ่งที่ควรให้ควรสำคัญอีกจุดหนึ่งคือเรื่องของการป้องกันปัญหากลิ่นย้อนขึ้นมาจากท่อระบายของเสีย เนื่องจากในการติดตั้งโถสุขภัณฑ์แบบโบราณ ช่างมักจะใช้ซีเมนต์ขาวเป็นวัสดุอุดยาแนวร่องรอยต่อระหว่างปลายคอห่านกับท่อ ของเสียที่พื้นห้องน้ำ เนื่องจากซีเมนต์ขาวมีคุณสมบัติในการที่ยึดเกาะพื้นผิวได้ดี เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ยาแนวซีเมนต์ขาวจะยุบตัวและเกิดรอยแยกทำให้เกิดกลิ่นเหม็นย้อนกลับขึ้นมาได้ ในที่สุด

ปัจจุบันสามารถเลือกใช้โถสุขภัณฑ์รุ่นที่มีระบบ Floor Flange หรือ ปะเก็นแว็กซ์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ทำมาใช้ทดแทนการใช้ซีเมนต์ขาวยาแนวรอยต่อ อุปกรณ์ชิ้นนี้ด้านบนมีลักษณะเป็นก้อนห่วงยางมีรูตรงกลางสำหรับสวมเข้ากับ ปลายคอห่าน ด้านล่างมีปลายท่อสั้นๆ สำหรับสวมอุดเข้ากับปลายท่อของเสียที่พื้นห้องน้ำ ปะเก็นซ์แว็กซ์ไม่มีการยุบตัวเมื่อใช้งานในระยะยาวอีกทั้งยังอุดปิดแนวรอย ต่อได้สนิท ทำให้ไม่มีช่องว่างให้กลิ่นเล็ดลอดออกมาได้

อีกสิ่งหนึ่งที่จะขาดเสียไม่ได้สำหรับระบบระบายน้ำทิ้งของสุขภัณฑ์ก็คือ การติดตั้งท่ออากาศ เนื่องจากท่อระบายของเสียในส่วนนี้จะมีการหมักหมมของเสียอยู่ปริมาณมาก ทำให้บริเวณดังกล่าวเกิดก๊าชสะสม ดังนั้นเมื่อเรากดน้ำเพื่อทำการชำระล้างโถสุขภัณฑ์หลังจากที่ทำธุระเสร็จ เรียบร้อยแล้ว อาจให้มีกลิ่นย้อนดันกลับขึ้นมาตามท่อระบายน้ำ หรือซ้ำร้ายหากก๊าชมีปริมาณมาก อาจส่งผลให้การกดชำระล้างของโถสุขภัณฑ์เกิดปัญหาได้

ดังนั้นการติด ตั้งท่ออากาศจะช่วยระบายก๊าชดังกล่าวออกไป ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นย้อนกลับขึ้นมาบริเวณพื้นที่ใช้งาน ทั้งนี้ควรติดตั้งท่ออากาศให้อยู่ในบริเวณที่อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก โดยมักเลือกใช้ท่อ PVC สีฟ้า ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 นิ้ว ติดตั้งให้พ้นระยะศีรษะของผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน และมีระดับสูงเหนือประตูหน้าต่าง เพื่อลดกลิ่นเหม็นที่อาจจะเกิดผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัย
 
ระบบบำบัดน้ำเสียจากห้องน้ำ
ระบบ บำบัดน้ำเสียจากห้องน้ำ ถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของการระบายน้ำเสีย  ในปัจจุบันน้ำเสียจากห้องน้ำตามอาคารบ้านเรือน จะต้องมีการบำบัดก่อนระบายสู่สาธารณะ ตามมาตรฐาน หรือกฏกระทรวงฉบับที่  44  (พ.ศ.2538)

ในอดีตเรามักใช้ระบบบำบัดน้ำเสียที่เรียกว่า “บ่อเกรอะ บ่อซึม” โดยบ่อเกรอะจะรับน้ำเสียจากสุขภัณฑ์มากักไว้ให้ตกตะกอน ก่อนจะถูกถ่ายเทไปสู่บ่อซึม จากนั้นน้ำจากบ่อซึมจะระบายออกโดยค่อยๆ ซึมสู่ชั้นดิน แต่ ในปัจจุบัน  ระบบบ่อเกรอะบ่อซึมเริ่มถูกแทนที่ด้วยถังบำบัดสำเร็จมากขึ้น เพื่อช่วยลดปัญหาน้ำในดินไหลย้อนกลับจนทำให้กดชักโครกไม่ลง 

 




 


ป้องกันกลิ่นเหม็นไว้ก่อน
ด้วยการจัดการ
ระบบระบายน้ำเสียจากห้องน้ำ

การระบายน้ำในห้องน้ำนับเป็นเรื่องที่สำคัญมากในส่วนของระบบระบายน้ำเสีย ซึ่งควรได้รับการติดตั้งอย่างถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยก่อนอื่น เจ้าของบ้านควรทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวช้องให้ครบถ้วนตั้งแต่แรกเริ่ม 

ตัวอย่างฝาตะแกรงกันกลิ่น

ตัวอย่างการติดตั้งท่อ P-trap
ที่มาภาพ: http://topicstock.pantip.com

2. ของเสียที่มาจากสุขภัณฑ์
สำหรับของเสียประเภทนี้จะมีส่วนผสมของกากอาหารด้วย ส่งผลให้การเลือกใช้ท่อต่างๆ มีความแตกต่างกับน้ำเสียประเภทแรก อาทิ ขนาดของท่อที่ใช้ที่มีขนาดใหญ่กว่าท่อน้ำทิ้งทั่วไป โดยส่วนใหญ่จะใช้ขนาด 3-6 นิ้ว

นอกจากนี้ความลาดเอียงของท่อก็จะมีมากกว่าน้ำทิ้งทั่วไปคือ ประมาณ 1:50 (ความยาว 50 ซม.ระดับลดลง 1 ซม.)  เพื่อให้ของเสียสามารถเคลื่อนที่ได้ง่ายกว่า ของเสียชนิดนี้ต้องนำมาผ่านถังบำบัดน้ำเสีย (Septic Tank) ก่อนจะทำการปล่อยน้ำเสียที่ผ่านการกรองเรียบร้อยแล้วลงสู่ระบบท่อสาธารณะ

นอกจากนี้สำหรับระบบระบายน้ำของสุขภัณฑ์หรือชื่อที่เราเรียกกันจนติดปากว่า ชักโครกนั้น สามารถแบ่งได้ 2 ประเภทตามตำแหน่งท่อระบายของเสีย ดังนี้

ประเภทที่ 1: สุขภัณฑ์ชนิดตั้งพื้น
นิยมใช้โดยทั่วไป เนื่องจากการติดตั้งและเตรียมหน้างานไม่ยุ่งยาก ใช้วิธีเดินท่อใต้พื้นห้องน้ำ แต่หากเกิดการรั่วซึมช่างต้องเข้าซ่อมแซมภายในบ้าน

สำหรับระบบระบายน้ำที่เหมาะสมกับสุขภัณฑ์ชนิดนี้ สามารถเลือกใช้ได้ทั้งชนิดท่อน้ำทิ้งลงพื้น (S-Trap) และท่อน้ำทิ้งออกผนัง (P-trap) และนอกจากนี้มีข้อพึงระวังในส่วนชนิดของพื้นที่จะทำการติดตั้งสุขภัณฑ์ หากบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นสำเร็จรูปควรระมัดระวังการรั่วซึมที่อาจจะเกิด ขึ้นจากการติดตั้งได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดการรั่วซึมดังกล่าว จึงควรเตรียมท่อต่างๆ ให้เรียบร้อยไว้ตั้งแต่ตอนช่วงที่ทำการหล่อพื้นคอนกรีต

ประเภทที่ 2: สุขภัณฑ์ชนิดแขวนผนัง
มีรูปลักษณ์ที่สวยงามและทันสมัย แต่ก่อนทำการติดตั้งต้องตรวจสอบผนังบริเวณที่จะทำการติดตั้งว่าสามารถรับน้ำหนักได้หรือไม่ ซึ่งควรเป็นผนังก่ออิฐมอญ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักที่เหมาะสม

นอกจากนี้ยังเป็นสุขภัณฑ์ที่เหมาะกับห้องน้ำที่มีโครงสร้างเป็นพื้นสำเร็จ รูปที่ไม่สามารถเจาะท่อระบายของเสียลงสู่พื้นได้ เนื่องจากสุขภัณฑ์ชนิดนี้ใช้ระบบระบายน้ำชนิดต่อท่อน้ำทิ้งออกผนัง (P-trap)  ซึ่งข้อดีของการติดตั้งระบบระบายน้ำชนิดนี้คือ หากเกิดการรั่วซึมหรือต้องซ่อมแซมท่อดังกล่าวสามารถดำเนินการภายนอกได้โดยไม่ต้องเข้าไปในตัวบ้าน
 


ป้องกันกลิ่นเหม็นไว้ก่อน
ด้วยการจัดการ
ระบบระบายน้ำเสียจากห้องน้ำ

การระบายน้ำในห้องน้ำนับเป็นเรื่องที่สำคัญมากในส่วนของระบบระบายน้ำเสีย ซึ่งควรได้รับการติดตั้งอย่างถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยก่อนอื่น เจ้าของบ้านควรทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวช้องให้ครบถ้วนตั้งแต่แรกเริ่ม 

ตัวอย่างฝาตะแกรงกันกลิ่น

ตัวอย่างการติดตั้งท่อ P-trap
ที่มาภาพ: http://topicstock.pantip.com


ประเภทของเสียจากห้องน้ำ
เราสามารถแยกประเภทของเสียภายในห้องน้ำออกได้เป็น 2 ลักษณะคือ น้ำเสียที่มาจากการอาบน้ำและอ่างล้างหน้า ซึ่งส่วนนี้อาจมีไขมันจากสบู่หรือยาสระผมปะปนอยู่บ้างเล็กน้อย กับอีกประเภทคือของเสียที่มาจากสุขภัณฑ์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. น้ำเสียที่มาจากบริเวณห้องน้ำและน้ำทิ้งทั่วไป 
เป็นน้ำเสียซึ่งมาจากการอาบน้ำ ล้างหน้า และพื้นที่ซักล้าง สามารถแบ่งได้เป็นส่วนเปียก และส่วนแห้ง

ส่วนเปียก ประกอบ ด้วย พื้นที่อาบน้ำ ในส่วนนี้สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการออกแบบประการแรกคือ ความสามารถในการระบายน้ำของพื้นที่นั้นๆ ซึ่งโดยทั่วไปควรออกแบบให้พื้นบริเวณดังกล่าวมีความลาดชันไม่น้อยกว่า 1:100 (ความยาว 100 ซม.ระดับลดลง 1 ซม.)

ท่อระบายน้ำทิ้งควรเลือกใช้ท่อ PVC (Class 8.5) ซึ่งโดยมาตรฐานจะใช้ที่เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 นิ้ว หรือ 3 นิ้ว (อาจพึ่งวิศวกรช่วยคำนวณก่อนเลือกใช้) ทั้งนี้  ควรติดตั้งระบบกันกลิ่นบริเวณจุดระบายน้ำซึ่งอาศัยหลักการให้น้ำขังบริเวณกระเปาะหรือถ้วยด้านล่างช่วยกันไม่ให้กลิ่นไหลย้อนขึ้นมาได้ วิธีการคือ ใช้ท่อดักกลิ่นชนิด P-Trap ควบคู่กับฝาท่อระบายน้ำธรรมดา หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ใช้ฝาท่อระบายน้ำชนิดมีตะแกรงกันกลิ่นโดยไม่ต้องใช้ท่อP-Trap  ทั้งนี้ ฝาท่อระบายน้ำชนิดมีตะแกรงกันกลิ่นอาจทำให้น้ำไหลลงท่อช้าลงบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจเกิดขึ้นได้

ส่วนแห้ง ประกอบไปด้วย น้ำจากอ่างอาบน้ำและอ่างล้างหน้า ในส่วนนี้ให้เลือกใช้ท่อ PVC (class 8.5) ขนาด 2 นิ้ว โดยควรติดตั้งท่อใหมีความลาดชันไม่น้องกว่า 1:100 เช่นกัน ร่วมกับการใช้ท่อดักกลิ่นชนิด P-Trap เพื่อป้องกันกลิ่นไหลย้อนกลับ
 

ตัวอย่างปะเก็นแว็กซ์ป้องกันกลิ่น และตำแหน่งการติดตั้งปะเก็นแว็กซ์
ที่มาภาพ: www.cachebeclean.com

2. ของเสียที่มาจากสุขภัณฑ์
สำหรับของเสียประเภทนี้จะมีส่วนผสมของกากอาหารด้วย ส่งผลให้การเลือกใช้ท่อต่างๆ มีความแตกต่างกับน้ำเสียประเภทแรก อาทิ ขนาดของท่อที่ใช้ที่มีขนาดใหญ่กว่าท่อน้ำทิ้งทั่วไป โดยส่วนใหญ่จะใช้ขนาด 3-6 นิ้ว

นอกจากนี้ความลาดเอียงของท่อก็จะมีมากกว่าน้ำทิ้งทั่วไปคือ ประมาณ 1:50 (ความยาว 50 ซม.ระดับลดลง 1 ซม.)  เพื่อให้ของเสียสามารถเคลื่อนที่ได้ง่ายกว่า ของเสียชนิดนี้ต้องนำมาผ่านถังบำบัดน้ำเสีย (Septic Tank) ก่อนจะทำการปล่อยน้ำเสียที่ผ่านการกรองเรียบร้อยแล้วลงสู่ระบบท่อสาธารณะ

นอกจากนี้สำหรับระบบระบายน้ำของสุขภัณฑ์หรือชื่อที่เราเรียกกันจนติดปากว่า ชักโครกนั้น สามารถแบ่งได้ 2 ประเภทตามตำแหน่งท่อระบายของเสีย ดังนี้

ประเภทที่ 1: สุขภัณฑ์ชนิดตั้งพื้น
นิยมใช้โดยทั่วไป เนื่องจากการติดตั้งและเตรียมหน้างานไม่ยุ่งยาก ใช้วิธีเดินท่อใต้พื้นห้องน้ำ แต่หากเกิดการรั่วซึมช่างต้องเข้าซ่อมแซมภายในบ้าน

สำหรับระบบระบายน้ำที่เหมาะสมกับสุขภัณฑ์ชนิดนี้ สามารถเลือกใช้ได้ทั้งชนิดท่อน้ำทิ้งลงพื้น (S-Trap) และท่อน้ำทิ้งออกผนัง (P-trap) และนอกจากนี้มีข้อพึงระวังในส่วนชนิดของพื้นที่จะทำการติดตั้งสุขภัณฑ์ หากบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นสำเร็จรูปควรระมัดระวังการรั่วซึมที่อาจจะเกิด ขึ้นจากการติดตั้งได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดการรั่วซึมดังกล่าว จึงควรเตรียมท่อต่างๆ ให้เรียบร้อยไว้ตั้งแต่ตอนช่วงที่ทำการหล่อพื้นคอนกรีต

ประเภทที่ 2: สุขภัณฑ์ชนิดแขวนผนัง
มีรูปลักษณ์ที่สวยงามและทันสมัย แต่ก่อนทำการติดตั้งต้องตรวจสอบผนังบริเวณที่จะทำการติดตั้งว่าสามารถรับน้ำหนักได้หรือไม่ ซึ่งควรเป็นผนังก่ออิฐมอญ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักที่เหมาะสม

นอกจากนี้ยังเป็นสุขภัณฑ์ที่เหมาะกับห้องน้ำที่มีโครงสร้างเป็นพื้นสำเร็จ รูปที่ไม่สามารถเจาะท่อระบายของเสียลงสู่พื้นได้ เนื่องจากสุขภัณฑ์ชนิดนี้ใช้ระบบระบายน้ำชนิดต่อท่อน้ำทิ้งออกผนัง (P-trap)  ซึ่งข้อดีของการติดตั้งระบบระบายน้ำชนิดนี้คือ หากเกิดการรั่วซึมหรือต้องซ่อมแซมท่อดังกล่าวสามารถดำเนินการภายนอกได้โดยไม่ต้องเข้าไปในตัวบ้าน
 


นอกจากเรื่องของรูปแบบการระบายน้ำที่แตกต่างกันของสุขภัณฑ์แล้วนั้น สิ่งที่ควรให้ควรสำคัญอีกจุดหนึ่งคือเรื่องของการป้องกันปัญหากลิ่นย้อนขึ้นมาจากท่อระบายของเสีย เนื่องจากในการติดตั้งโถสุขภัณฑ์แบบโบราณ ช่างมักจะใช้ซีเมนต์ขาวเป็นวัสดุอุดยาแนวร่องรอยต่อระหว่างปลายคอห่านกับท่อ ของเสียที่พื้นห้องน้ำ เนื่องจากซีเมนต์ขาวมีคุณสมบัติในการที่ยึดเกาะพื้นผิวได้ดี เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ยาแนวซีเมนต์ขาวจะยุบตัวและเกิดรอยแยกทำให้เกิดกลิ่นเหม็นย้อนกลับขึ้นมาได้ ในที่สุด

ปัจจุบันสามารถเลือกใช้โถสุขภัณฑ์รุ่นที่มีระบบ Floor Flange หรือ ปะเก็นแว็กซ์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ทำมาใช้ทดแทนการใช้ซีเมนต์ขาวยาแนวรอยต่อ อุปกรณ์ชิ้นนี้ด้านบนมีลักษณะเป็นก้อนห่วงยางมีรูตรงกลางสำหรับสวมเข้ากับ ปลายคอห่าน ด้านล่างมีปลายท่อสั้นๆ สำหรับสวมอุดเข้ากับปลายท่อของเสียที่พื้นห้องน้ำ ปะเก็นซ์แว็กซ์ไม่มีการยุบตัวเมื่อใช้งานในระยะยาวอีกทั้งยังอุดปิดแนวรอย ต่อได้สนิท ทำให้ไม่มีช่องว่างให้กลิ่นเล็ดลอดออกมาได้

อีกสิ่งหนึ่งที่จะขาดเสียไม่ได้สำหรับระบบระบายน้ำทิ้งของสุขภัณฑ์ก็คือ การติดตั้งท่ออากาศ เนื่องจากท่อระบายของเสียในส่วนนี้จะมีการหมักหมมของเสียอยู่ปริมาณมาก ทำให้บริเวณดังกล่าวเกิดก๊าชสะสม ดังนั้นเมื่อเรากดน้ำเพื่อทำการชำระล้างโถสุขภัณฑ์หลังจากที่ทำธุระเสร็จ เรียบร้อยแล้ว อาจให้มีกลิ่นย้อนดันกลับขึ้นมาตามท่อระบายน้ำ หรือซ้ำร้ายหากก๊าชมีปริมาณมาก อาจส่งผลให้การกดชำระล้างของโถสุขภัณฑ์เกิดปัญหาได้

ดังนั้นการติด ตั้งท่ออากาศจะช่วยระบายก๊าชดังกล่าวออกไป ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นย้อนกลับขึ้นมาบริเวณพื้นที่ใช้งาน ทั้งนี้ควรติดตั้งท่ออากาศให้อยู่ในบริเวณที่อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก โดยมักเลือกใช้ท่อ PVC สีฟ้า ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 นิ้ว ติดตั้งให้พ้นระยะศีรษะของผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน และมีระดับสูงเหนือประตูหน้าต่าง เพื่อลดกลิ่นเหม็นที่อาจจะเกิดผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัย
 
ระบบบำบัดน้ำเสียจากห้องน้ำ
ระบบ บำบัดน้ำเสียจากห้องน้ำ ถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของการระบายน้ำเสีย  ในปัจจุบันน้ำเสียจากห้องน้ำตามอาคารบ้านเรือน จะต้องมีการบำบัดก่อนระบายสู่สาธารณะ ตามมาตรฐาน หรือกฏกระทรวงฉบับที่  44  (พ.ศ.2538)

ในอดีตเรามักใช้ระบบบำบัดน้ำเสียที่เรียกว่า “บ่อเกรอะ บ่อซึม” โดยบ่อเกรอะจะรับน้ำเสียจากสุขภัณฑ์มากักไว้ให้ตกตะกอน ก่อนจะถูกถ่ายเทไปสู่บ่อซึม จากนั้นน้ำจากบ่อซึมจะระบายออกโดยค่อยๆ ซึมสู่ชั้นดิน แต่ ในปัจจุบัน  ระบบบ่อเกรอะบ่อซึมเริ่มถูกแทนที่ด้วยถังบำบัดสำเร็จมากขึ้น เพื่อช่วยลดปัญหาน้ำในดินไหลย้อนกลับจนทำให้กดชักโครกไม่ลง 

 




 

ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ