View : 211966

รู้จักกับโครงคร่าวกัลวาไนซ์งานผนังและฝ้าเพดาน

“โครงกัลวาไนซ์” โครงคร่าวเหล็กชุบสังกะสีกันสนิมซึ่งมีน้ำหนักเบาและแข็งแรง สามารถรองรับวัสดุแผ่นเบา เช่น แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์และแผ่นยิปซัมได้เป็นอย่างดี

       หากเปรียบโครงคร่าวกับร่างกายมนุษย์จะเปรียบได้กับกระดูกภายใต้ผิวผนัง และผิวหนังนี้เองจะเปรียบเป็นวัสดุแผ่นเบาที่เชื่อมติดกับโครงคร่าวโดยขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ แม้ว่าเราจะไม่สามารถมองเห็นโครงคร่าวได้อย่างเด่นชัดก็ตามที แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยรองรับวัสดุแผ่นเบาทั้งที่เป็นแผ่นผนังหรือแผ่นฝ้าเพดานให้คงตัวอยู่ได้ไม่พังลงมา หนึ่งในวัสดุโครงคร่าวที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ “โครงกัลวาไนซ์” โครงเหล็กชุบสังกะสีกันสนิมซึ่งมีน้ำหนักเบา แข็งแรง และไม่เป็นสนิม ถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบโจทย์วัสดุแผ่นเบาในท้องตลาดที่มีให้เลือกใช้ค่อนข้างหลากหลายทั้งเรื่องของเนื้อวัสดุ รูปแบบ ขนาด ความหนา และน้ำหนักที่แตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งาน
 
       โครงกัลวาไนซ์แบ่งได้เป็น 3 รูปแบบคือ โครงตัวยู (U) โครงตัวซี (C) และโครงตัวที (T) การติดตั้งขึ้นอยู่กับประเภทการใช้งาน ความหนาโครงมีหลากหลาย แบ่งได้ตามเบอร์ เช่น เบอร์ 24 (หนาประมาณ 0.5 มม.) เบอร์ 26 (หนาประมาณ 0.4 มม.) และ เบอร์ 27 (หนาประมาณ 0.35 มม.) ทุกรุ่นสามารถใช้งานได้เช่นกัน โครงเบอร์ 26 และเบอร์ 27 จะเป็นโครงสำหรับผนังรุ่นประหยัด แต่ควรเลือกใช้โครงเบอร์ 24 ซึ่งเป็นโครงมาตรฐาน มอก. 863-2532 (กำหนดว่าโครงคร่าวต้องมีความหนาไม่น้อยกว่า 0.5 มม.) มีความแข็งแรงและรับน้ำหนักได้ดี

ภาพ: โครงตัวยู (ภาพซ้าย) โครงตัวซี (ภาพกลาง) และโครงตัวที (ภาพขวา) ตามลำดับ

ผนังเบาเลือกโครงคร่าวแบบไหนดี?

       ผนังเบานอกจากใช้ทำเป็นผนังทั่วไป หรือกั้นห้องเพื่อจัดสรรพื้นที่ภายในบ้าน ยังสามารถเป็นผนังเสริมเพื่อติดตั้งฉนวนกันเสียงหรือฉนวนกันความร้อนกับผนังบ้านเดิมได้ การเลือกโครงคร่าวสำหรับผนังจะเลือกใช้โครงตัวยู (U)และโครงตัวซี (C) ที่นำมาสอดประสานประกอบกันในแนวตั้งฉาก เพื่อความมั่นคงแข็งแรง โครงตัวยูซึ่งมีความกว้างมากกว่าจะถูกวางในแนวนอนรองรับโครงตัวซีซึ่งวางตัวในแนวตั้งที่สามารถยึดเข้าไปในโครงตัวยูได้พอดิบพอดี (ความกว้างของตัวซีจะเท่ากับช่องว่างภายในโครงตัวยูพอดี)

ภาพ: การติดตั้งผนังโครงเบาและฉนวนกันความร้อนบนผนังเดิม (ผนังก่ออิฐฉาบปูน) 

       ขนาดของโครงคร่าวกัลวาไนซ์มีหลากหลาย การให้เลือกใช้งานจึงควรดูปัจจัยเรื่องความหนาของวงกบประตูหน้าต่าง ความสูงของผนัง และน้ำหนักของวัสดุแผ่นเบา รวมถึงต้องการติดตั้งฉนวนหรือเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินด้วยหรือไม่ เพื่อเป็นตัวกำหนดว่าควรใช้โครงคร่าวขนาดเท่าไรอย่างไร เช่น การกั้นห้องเพิ่มที่ความสูงผนัง 2.40 เมตร โดยไม่มีช่องประตูหน้าต่าง ก็สามารถใช้โครง U76 วางตัวในแนวนอนเพื่อรองรับโครง C74 ที่วางตัวในแนวตั้งจากพื้นจรดฝ้าเพดาน แล้วจึงติดตั้งแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ (สมาร์ทบอร์ด) หนา 8 มม. จะได้ผนังที่มีความหนาประมาณ 9 ซม. แต่หากต้องมีประตูหน้าต่างควรเลือกใช้แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์หนา 12 มม. เพื่อให้ได้ผนังที่หนา 10 ซม. เท่ากับความหนาของวงกบทั่วไป และเสริมโครงบริเวณด้านบนและด้านล่างของวงกบหน้าต่างเพื่อความแข็งแรง

ภาพ: กรณีที่ผนังมีช่องประตูหน้าต่าง ควรเสริมโครงตัวซีในแนวตั้งทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของกรอบประตูหน้าต่าง รวมทั้งเสริมโครงบริเวณด้านบนและด้านล่างของวงกบหน้าต่างเพื่อความแข็งแรง

ภาพ: ตารางการเลือกใช้โครงคร่าว (เบอร์ 24) ให้สัมพันธ์กับความสูงและความหนารวมของผนังที่ใช้แผ่นยิปซั่ม

ภาพ: ตารางโครงกัลวาไนซ์ เอสซีจี สมาร์ทบอร์ด 

โครงคร่าวสำหรับฝ้าเพดานก็สำคัญ?

       ฝ้าเพดานช่วยเก็บงานระบบต่างๆ ใต้พื้นชั้นบนและใต้โครงหลังคาให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย และยังเป็นตัวตกแต่งเพิ่มลูกเล่นให้เกิดสเปซที่น่าสนใจได้มากขึ้น การเลือกโครงคร่าวจึงสำคัญเพราะนอกจากต้องตอบโจทย์ทั้งเรื่องการรับน้ำหนักวัสดุแผ่นฝ้าได้อย่างดี มีระยะการติดตั้งที่เหมาะสม ยังช่วยให้การตกแต่งวางลวดลายฝ้าแต่ละแบบเป็นไปได้อย่างลงตัว ซึ่งโครงกัลวาไนซ์สำหรับงานฝ้าเพดานมี 2 รูปแบบตามประเภทของฝ้าเพดาน คือ โครงตัวซี (C)สำหรับงานฝ้าเพดานฉาบเรียบและตีเว้นร่อง และระบบโครงคร่าวทีบาร์สำหรับงานฝ้าเพดานทีบาร์ การติดตั้งงานโครงคร่าวของฝ้าเพดานแต่ละรูปแบบควรติดตั้งตามมาตรฐานและคำแนะนำของผู้ผลิตแต่ละราย เช่น งานฝ้าฉาบเรียบโดยทั่วไปจะมีระยะโครงคร่าวหลัก 80 ซม. โครงคร่าวซอย 40 ซม. แต่หากเป็นงานฝ้าที่ติดตั้งแบบเว้นร่องเพื่อให้เกิดลวดลายตามที่ออกแบบไว้จะต้องเสริมโครงคร่าวตัวซีรองรับทุกรอยต่อที่ขอบแผ่นวัสดุให้มีจุดยึดเพิ่มเพื่อความแข็งแรง

ภาพ: โครงคร่าวตัวซีสำหรับงานฝ้าเพดานฉาบเรียบหรือตีเว้นร่อง

ภาพ: ฝ้าเพดานแบบฉาบเรียบ ดูเรียบร้อยสวยงาม

ภาพ: ฝ้าเพดานแบบตีเว้นร่อง สามารถเล่นลูกเล่นหรือวางลวดลายบนฝ้าเพดานได้หลากหลาย

ภาพ: ฝ้าเพดานทีบาร์ ง่ายต่อการดูแลรักษาซ่อมแซมงานระบบต่างๆ จึงเป็นที่นิยมมาในอาคารสำนักงาน ซึ่งปัจจุบันก็มีการนำมาใช้ในบ้านพักอาศัยเช่นกัน

       อีกสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกโครงคร่าวให้สอดคล้องกับวัสดุแผ่นเบานั้นก็คือ อุปกรณ์ยึดต่างๆ ที่มีคุณภาพ รวมถึงการติดตั้งที่ได้มาตรฐาน ทั้งระยะห่างโครงคร่าว ตำแหน่งและจำนวนสกรูที่ยึด เพื่อให้ได้งานผนังและงานฝ้าเพดานที่สวยงามมีความแข็งแรงปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัยในบ้านทุกคน

 



รู้จักกับโครงคร่าวกัลวาไนซ์งานผนังและฝ้าเพดาน

“โครงกัลวาไนซ์” โครงคร่าวเหล็กชุบสังกะสีกันสนิมซึ่งมีน้ำหนักเบาและแข็งแรง สามารถรองรับวัสดุแผ่นเบา เช่น แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์และแผ่นยิปซัมได้เป็นอย่างดี

       หากเปรียบโครงคร่าวกับร่างกายมนุษย์จะเปรียบได้กับกระดูกภายใต้ผิวผนัง และผิวหนังนี้เองจะเปรียบเป็นวัสดุแผ่นเบาที่เชื่อมติดกับโครงคร่าวโดยขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ แม้ว่าเราจะไม่สามารถมองเห็นโครงคร่าวได้อย่างเด่นชัดก็ตามที แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยรองรับวัสดุแผ่นเบาทั้งที่เป็นแผ่นผนังหรือแผ่นฝ้าเพดานให้คงตัวอยู่ได้ไม่พังลงมา หนึ่งในวัสดุโครงคร่าวที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ “โครงกัลวาไนซ์” โครงเหล็กชุบสังกะสีกันสนิมซึ่งมีน้ำหนักเบา แข็งแรง และไม่เป็นสนิม ถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบโจทย์วัสดุแผ่นเบาในท้องตลาดที่มีให้เลือกใช้ค่อนข้างหลากหลายทั้งเรื่องของเนื้อวัสดุ รูปแบบ ขนาด ความหนา และน้ำหนักที่แตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งาน
 
       โครงกัลวาไนซ์แบ่งได้เป็น 3 รูปแบบคือ โครงตัวยู (U) โครงตัวซี (C) และโครงตัวที (T) การติดตั้งขึ้นอยู่กับประเภทการใช้งาน ความหนาโครงมีหลากหลาย แบ่งได้ตามเบอร์ เช่น เบอร์ 24 (หนาประมาณ 0.5 มม.) เบอร์ 26 (หนาประมาณ 0.4 มม.) และ เบอร์ 27 (หนาประมาณ 0.35 มม.) ทุกรุ่นสามารถใช้งานได้เช่นกัน โครงเบอร์ 26 และเบอร์ 27 จะเป็นโครงสำหรับผนังรุ่นประหยัด แต่ควรเลือกใช้โครงเบอร์ 24 ซึ่งเป็นโครงมาตรฐาน มอก. 863-2532 (กำหนดว่าโครงคร่าวต้องมีความหนาไม่น้อยกว่า 0.5 มม.) มีความแข็งแรงและรับน้ำหนักได้ดี

ภาพ: โครงตัวยู (ภาพซ้าย) โครงตัวซี (ภาพกลาง) และโครงตัวที (ภาพขวา) ตามลำดับ

ผนังเบาเลือกโครงคร่าวแบบไหนดี?

       ผนังเบานอกจากใช้ทำเป็นผนังทั่วไป หรือกั้นห้องเพื่อจัดสรรพื้นที่ภายในบ้าน ยังสามารถเป็นผนังเสริมเพื่อติดตั้งฉนวนกันเสียงหรือฉนวนกันความร้อนกับผนังบ้านเดิมได้ การเลือกโครงคร่าวสำหรับผนังจะเลือกใช้โครงตัวยู (U)และโครงตัวซี (C) ที่นำมาสอดประสานประกอบกันในแนวตั้งฉาก เพื่อความมั่นคงแข็งแรง โครงตัวยูซึ่งมีความกว้างมากกว่าจะถูกวางในแนวนอนรองรับโครงตัวซีซึ่งวางตัวในแนวตั้งที่สามารถยึดเข้าไปในโครงตัวยูได้พอดิบพอดี (ความกว้างของตัวซีจะเท่ากับช่องว่างภายในโครงตัวยูพอดี)

ภาพ: การติดตั้งผนังโครงเบาและฉนวนกันความร้อนบนผนังเดิม (ผนังก่ออิฐฉาบปูน) 

       ขนาดของโครงคร่าวกัลวาไนซ์มีหลากหลาย การให้เลือกใช้งานจึงควรดูปัจจัยเรื่องความหนาของวงกบประตูหน้าต่าง ความสูงของผนัง และน้ำหนักของวัสดุแผ่นเบา รวมถึงต้องการติดตั้งฉนวนหรือเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินด้วยหรือไม่ เพื่อเป็นตัวกำหนดว่าควรใช้โครงคร่าวขนาดเท่าไรอย่างไร เช่น การกั้นห้องเพิ่มที่ความสูงผนัง 2.40 เมตร โดยไม่มีช่องประตูหน้าต่าง ก็สามารถใช้โครง U76 วางตัวในแนวนอนเพื่อรองรับโครง C74 ที่วางตัวในแนวตั้งจากพื้นจรดฝ้าเพดาน แล้วจึงติดตั้งแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ (สมาร์ทบอร์ด) หนา 8 มม. จะได้ผนังที่มีความหนาประมาณ 9 ซม. แต่หากต้องมีประตูหน้าต่างควรเลือกใช้แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์หนา 12 มม. เพื่อให้ได้ผนังที่หนา 10 ซม. เท่ากับความหนาของวงกบทั่วไป และเสริมโครงบริเวณด้านบนและด้านล่างของวงกบหน้าต่างเพื่อความแข็งแรง

ภาพ: กรณีที่ผนังมีช่องประตูหน้าต่าง ควรเสริมโครงตัวซีในแนวตั้งทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของกรอบประตูหน้าต่าง รวมทั้งเสริมโครงบริเวณด้านบนและด้านล่างของวงกบหน้าต่างเพื่อความแข็งแรง

ภาพ: ตารางการเลือกใช้โครงคร่าว (เบอร์ 24) ให้สัมพันธ์กับความสูงและความหนารวมของผนังที่ใช้แผ่นยิปซั่ม

ภาพ: ตารางโครงกัลวาไนซ์ เอสซีจี สมาร์ทบอร์ด 

โครงคร่าวสำหรับฝ้าเพดานก็สำคัญ?

       ฝ้าเพดานช่วยเก็บงานระบบต่างๆ ใต้พื้นชั้นบนและใต้โครงหลังคาให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย และยังเป็นตัวตกแต่งเพิ่มลูกเล่นให้เกิดสเปซที่น่าสนใจได้มากขึ้น การเลือกโครงคร่าวจึงสำคัญเพราะนอกจากต้องตอบโจทย์ทั้งเรื่องการรับน้ำหนักวัสดุแผ่นฝ้าได้อย่างดี มีระยะการติดตั้งที่เหมาะสม ยังช่วยให้การตกแต่งวางลวดลายฝ้าแต่ละแบบเป็นไปได้อย่างลงตัว ซึ่งโครงกัลวาไนซ์สำหรับงานฝ้าเพดานมี 2 รูปแบบตามประเภทของฝ้าเพดาน คือ โครงตัวซี (C)สำหรับงานฝ้าเพดานฉาบเรียบและตีเว้นร่อง และระบบโครงคร่าวทีบาร์สำหรับงานฝ้าเพดานทีบาร์ การติดตั้งงานโครงคร่าวของฝ้าเพดานแต่ละรูปแบบควรติดตั้งตามมาตรฐานและคำแนะนำของผู้ผลิตแต่ละราย เช่น งานฝ้าฉาบเรียบโดยทั่วไปจะมีระยะโครงคร่าวหลัก 80 ซม. โครงคร่าวซอย 40 ซม. แต่หากเป็นงานฝ้าที่ติดตั้งแบบเว้นร่องเพื่อให้เกิดลวดลายตามที่ออกแบบไว้จะต้องเสริมโครงคร่าวตัวซีรองรับทุกรอยต่อที่ขอบแผ่นวัสดุให้มีจุดยึดเพิ่มเพื่อความแข็งแรง

ภาพ: โครงคร่าวตัวซีสำหรับงานฝ้าเพดานฉาบเรียบหรือตีเว้นร่อง

ภาพ: ฝ้าเพดานแบบฉาบเรียบ ดูเรียบร้อยสวยงาม

ภาพ: ฝ้าเพดานแบบตีเว้นร่อง สามารถเล่นลูกเล่นหรือวางลวดลายบนฝ้าเพดานได้หลากหลาย

ภาพ: ฝ้าเพดานทีบาร์ ง่ายต่อการดูแลรักษาซ่อมแซมงานระบบต่างๆ จึงเป็นที่นิยมมาในอาคารสำนักงาน ซึ่งปัจจุบันก็มีการนำมาใช้ในบ้านพักอาศัยเช่นกัน

       อีกสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกโครงคร่าวให้สอดคล้องกับวัสดุแผ่นเบานั้นก็คือ อุปกรณ์ยึดต่างๆ ที่มีคุณภาพ รวมถึงการติดตั้งที่ได้มาตรฐาน ทั้งระยะห่างโครงคร่าว ตำแหน่งและจำนวนสกรูที่ยึด เพื่อให้ได้งานผนังและงานฝ้าเพดานที่สวยงามมีความแข็งแรงปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัยในบ้านทุกคน



บทความที่แล้ว
Material Guide: เลือกใช้โครงกัลวาไนซ์สำหรับงานผนังและฝ้าเพดานอย่างไรให้เหมาะ
35-Material-Guide-เลือกใช้โครงกัลวาไนซ์สำหรับงานผนังและฝ้าเพดานอย่างไรให้เหมาะ.jpg



บทความถัดไป
Material Guide : เรื่องฉนวนชวนรู้ ฉนวนกันความร้อนแบบแผ่น
37-ฉนวนกันความร้อนดีดูที่อะไร.jpg
 



ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ