View : 13643

      ผมไม่ได้จั่วหัวเรื่องผิดแต่อย่างใด แต่หมายถึงเช่นนั้นจริงๆ คือ หากจะสร้างบ้านประหยัดพลังงานขอให้นึกถึง “งอบ” (หมวกที่ชาวไร่ชาวนาสวมไว้ตอนทำไร่ทำนา) เพราะกว่าที่ “งอบ” จะมีรูปแบบอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ก็จะต้องอาศัยการลองผิดลองถูกมานานจนได้รูปแบบที่ลงตัว บ้านเรือนในสมัยก่อนก็เช่นเดียวกัน ที่ต้องอาศัยเวลานานกว่าจะมีรูปแบบในที่เราเรียกกันว่า “เรือนไทย” ซึ่งถือเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สอดคล้องกับภูมิอากศพื้นถิ่น สามารถอยู่อาศัยได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานมากนัก

       ความต้องการของ “งอบ” นั้นไม่ได้ต่างจากบ้านที่ต้องการให้คุ้มแดดคุ้มฝนตัวเรา เพียงแต่ “งอบ” เน้นป้องกันช่วงหัวและใบหน้า ดังนั้นหลักการของ “งอบ” ที่สำคัญอาจถือได้ว่าเป็นหลักการเดียวกับการสร้างบ้านประหยัดพลังงาน เพราะหัวใจสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของบ้านประหยัดพลังงานก็คือ การสร้างบ้านให้สอดคล้องกับภูมิอากาศและที่ตั้ง ใช้วัสดุก่อสร้างพื้นถิ่น ปรับพื้นที่รอบบ้านให้เอื้อกับการอาศัยอยู่โดยไม่ต้องใช้พลังงานหรือใช้แต่เพียงน้อย เมื่อใช้พลังงานน้อย พอใส่เทคโนโลยีช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าให้บ้าน เช่น แผงเซลล์แสงอาทิตย์ ก็จะทำให้ผลิตไฟฟ้าได้มากเกินพอเหลือไว้จำหน่ายหรือนำไปใช้ในเรื่องอื่นได้
คราวนี้มาดูข้อดีของ “งอบ” ที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นได้พัฒนารูปแบบจนเหมาะสมกับสภาพอากาศอย่างบ้านเราได้อย่างชาญฉลาด และอาจนำหลักการดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบบ้านได้เช่นกัน

งอบ…ชายคายื่นยาว
       อากาศร้อน แสงแดดที่รุนแรง เป็นปัญหาของคนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ชาวไร่ชาวนาจึงต้องป้องกันแสงแดดไม่ให้ส่องโดนหน้าโดยการสวมงอบซึ่งมีปีกที่ยื่นยาวออกไปรอบด้าน แสงแดดไม่ว่าจะมีแรงแค่ไหนก็แทบจะไม่ส่องถูกใบหน้าเลย ช่วงหัวและใบหน้าจึงไม่ร้อน (นอกจากทำให้ไม่ร้อนแล้ว ผิวหน้ายังไม่ดำอีกด้วย) ดังนั้น หากทำบ้านให้มีหลังคา มีชายคายื่นยาว ก็จะช่วยป้องกันแดดไม่ให้ส่องเข้าบ้าน ป้องกันผนังไม่ให้โดนแดด ทำให้ความร้อนถ่ายเทเข้ามาในบ้านน้อย ในบ้านจึงไม่ร้อนมากนัก

       นอกจากกันแดดแล้ว ปีกงอบยังช่วยเรื่องการกันฝน เป็นเสมือนร่มที่ทำให้คนสวมสามารถทำงานหรือเดินฝ่าฝนที่ตกไม่หนักมากนักได้ หากเป็นบ้าน ชายคาที่ยื่นยาวของบ้านก็จะช่วยป้องกันฝนสาดและป้องกันผนังบ้านถูกน้ำฝนโดยตรงอีกด้วย ลดการสะสมของความชื้นที่ผนัง ถ้าผนังเป็นไม้ก็ไม่มีปัญหาเรื่องการผุ ถ้าผนังเป็นก่ออิฐทาสีอย่างปัจจุบันก็ไม่เจอเรื่องสีลอกล่อน คราบความชื้นบนผนัง 

หลักการของ “งอบ” ที่นำมาปรับใช้ในการสร้างบ้านประหยัดพลังงาน
https://www.facebook.com/video.php?v=914089558613058&set=o.126248490747293&type=2&theater
 

งอบ…ไม่สะสมความร้อน
       งอบเกิดจากวัสดุธรรมชาติที่ไม่สะสมความร้อน คือ ไผ่ ไม้รวก เอามาถักสานกันจนเป็นรูปร่างขึ้นมา ดังนั้นงอบจึงไม่ร้อน ถึงแม้จะร้อนในขณะที่โดนแดด แต่ด้วยการถักสานของวัสดุที่จะเกิดเป็นร่องเป็นช่องเล็กๆ ก็ทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นถูกระบายออกไปได้ตลอดเวลา แต่หากงอบใช้วัสดุอย่างอื่น เช่นหนังสัตว์ (อย่างหมวกคาวบอย) ความร้อนก็จะถูกสะสมระบายออกไม่ได้และแผ่ลงมาที่ใบหน้า คนสวมก็คงร้อนและไม่สบาย วัสดุที่ใช้ทำบ้านก็เช่นเดียวกัน หากใครที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ผนังเป็นก่ออิฐฉาบปูนแล้วผนังโดดแดดเต็มๆ ช่วงบ่าย 2 บ่าย 3 โมงจะรับรู้ถึงความรู้สึกอบอ้าวเป็นพิเศษ เพราะผนังที่สะสมความร้อนมาตั้งแต่ช่วงเช้าจะทำตัวเป็นแผงความร้อนที่แผ่และคายความร้อนเข้ามาสู่ภายในบ้าน ดังนั้นถ้าจะทำให้ตัวบ้านไม่ร้อนอบอ้าว วัสดุที่เลือกมาใช้ก็ต้องเป็นวัสดุที่ไม่สะสมความร้อน
 
งอบ…ลดแสงจ้า
       
เวลาเรามองที่มืดหรือแสงน้อยนานๆ แล้วหันไปมองที่สว่างทันที จะทำให้เกิดอาการตาพล่า เพราะสายตานั้นปรับตัวไม่ทัน การจะทำให้ไม่เกิดอาการดังกล่าวก็ต้องหยีหรือหรี่ตาลง เพื่อให้ค่อยๆ สว่างขึ้นไป สายตาจึงมีเวลาปรับตัวได้ แต่ปัญหาที่ว่านี้ไม่เกิดกับคนที่สวมงอบ เพราะปีกงอบที่มีร่องมีช่องเล็กๆ จากวัสดุที่ถักสาน ทำให้แสงสว่างลอดผ่านได้เล็กน้อยที่เรียกว่า “รำไร” สายตาที่มองผ่านออกไปยังที่สว่างสามารถปรับได้ทัน อาการตาพล่าก็ไม่เกิดขึ้น

       เรือนไทยก็เช่นเดียวกัน ที่มีส่วนหนึ่งของบ้านเรียกว่า “พาไล” เป็นพื้นที่เชื่อมต่ออยู่ระหว่างในห้อง (ที่มืด) กับ นอกชาน (ที่สว่าง) พื้นที่บริเวณ “พาไล” นี้มีความสว่างมากกว่าภายในห้องแต่น้อยกว่านอกชาน คนที่เดินออกจากห้องมานอกชานหรือจากนอกชานเข้าในห้อง สายตาก็สามารถจะปรับได้ทันตรงพื้นที่ “พาไล” นี้เอง

       มาถึงตอนนี้เห็นถึงภูมิปัญญาไทยอย่างชัดเจนหรือยังครับ ดังนั้นเวลาที่ต้องการบ้านประหยัดพลังงานโดยไม่ต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้าในการอยู่อาศัยมากนัก ให้ลองนึกถึงหลักการของ“งอบ” นำไปใช้สร้างบ้าน
 

สร้างบ้านประหยัดพลังงาน ให้นึกถึง “งอบ”

จากภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยในการออกแบบ “งอบ” สำหรับชาวนาชาวไร่ใช้สวมใส่ทำงานตรากตรำทั้งวัน สู่แนวคิดการออกแบบบ้านประหยัดพลังงานที่เป็นไปได้ไม่ยาก

ชายคาที่ยื่นยาวของเรือนไทย ช่วยป้องกันแดดและฝนให้กับตัวบ้าน
ขอบคุณภาพ : http://bambuindah.com

ตะกร้อที่อยู่ด้านในงอบ ช่วยระบายอากาศ
ขอบคุณภาพ : http://www.laksanathai.com

งอบ…ให้ลมพัดผ่าน
       ปัจจัยที่เสริมอากาศร้อนอย่างเมืองเราให้แย่ลงอีก คือ ความชื้นสัมพัทธ์ที่สูง  เพราะทำให้เหงื่อไม่ระเหย เกิดอาการทั้งร้อนทั้งอบอ้าว ทางเดียวที่จะทำให้สบายได้ก็คือ ต้องให้ลมพัดผ่านตัวเพื่อให้เหงื่อระเหยและพาความร้อนออกไป  คนที่เคยสวมงอบจะเห็นว่า ตัวงอบจะมี “รัง” (ส่วนที่ไว้ครอบหัวลักษณะถักสาน) เป็นตัวครอบกระชับกับหัวของคนสวม ทำให้เกิดมีช่องว่างที่ห่างพอประมาณระหว่างตัวงอบกับหัวของเราโดยรอบ ลมจึงสามารถพัดผ่านช่องว่างระหว่างหัวกับงอบได้ ผลก็คือ เหงื่อที่ออกบริเวณหน้าผากและช่วงหัว สามารถระบายไปได้โดยไม่ต้องคอยเปิดหมวกเอามาพัดเหมือนหมวกแบบอื่น…ตรงนี้น่าจะเป็นการออกแบบอย่างชาญฉลาดและน่าทึ่งที่สุดก็ว่าได้

       หากเป็นบ้าน ก็ต้องออกแบบให้มีช่องประตูช่องหน้าต่าง ให้ลมพัดผ่านเข้าไปภายในบ้านได้ เพื่อให้อากาศไหลเวียนโดยตลอด ไม่เกิดการสะสมของความร้อนและความชื้นภายในบ้าน 



 

“พาไล” พื้นที่ที่ทำให้แสงสว่างลอดผ่านได้เล็กน้อย ช่วยในการปรับสายตา
ขอบคุณภาพ :
ซ้าย - http://teakdoor.com 
ขวา - www.pinterest.com

สร้างบ้านประหยัดพลังงาน ให้นึกถึง “งอบ”

จากภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยในการออกแบบ “งอบ” สำหรับชาวนาชาวไร่ใช้สวมใส่ทำงานตรากตรำทั้งวัน สู่แนวคิดการออกแบบบ้านประหยัดพลังงานที่เป็นไปได้ไม่ยาก

ชายคาที่ยื่นยาวของเรือนไทย ช่วยป้องกันแดดและฝนให้กับตัวบ้าน
ขอบคุณภาพ : http://bambuindah.com

ตะกร้อที่อยู่ด้านในงอบ ช่วยระบายอากาศ
ขอบคุณภาพ : http://www.laksanathai.com

      ผมไม่ได้จั่วหัวเรื่องผิดแต่อย่างใด แต่หมายถึงเช่นนั้นจริงๆ คือ หากจะสร้างบ้านประหยัดพลังงานขอให้นึกถึง “งอบ” (หมวกที่ชาวไร่ชาวนาสวมไว้ตอนทำไร่ทำนา) เพราะกว่าที่ “งอบ” จะมีรูปแบบอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ก็จะต้องอาศัยการลองผิดลองถูกมานานจนได้รูปแบบที่ลงตัว บ้านเรือนในสมัยก่อนก็เช่นเดียวกัน ที่ต้องอาศัยเวลานานกว่าจะมีรูปแบบในที่เราเรียกกันว่า “เรือนไทย” ซึ่งถือเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สอดคล้องกับภูมิอากศพื้นถิ่น สามารถอยู่อาศัยได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานมากนัก

       ความต้องการของ “งอบ” นั้นไม่ได้ต่างจากบ้านที่ต้องการให้คุ้มแดดคุ้มฝนตัวเรา เพียงแต่ “งอบ” เน้นป้องกันช่วงหัวและใบหน้า ดังนั้นหลักการของ “งอบ” ที่สำคัญอาจถือได้ว่าเป็นหลักการเดียวกับการสร้างบ้านประหยัดพลังงาน เพราะหัวใจสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของบ้านประหยัดพลังงานก็คือ การสร้างบ้านให้สอดคล้องกับภูมิอากาศและที่ตั้ง ใช้วัสดุก่อสร้างพื้นถิ่น ปรับพื้นที่รอบบ้านให้เอื้อกับการอาศัยอยู่โดยไม่ต้องใช้พลังงานหรือใช้แต่เพียงน้อย เมื่อใช้พลังงานน้อย พอใส่เทคโนโลยีช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าให้บ้าน เช่น แผงเซลล์แสงอาทิตย์ ก็จะทำให้ผลิตไฟฟ้าได้มากเกินพอเหลือไว้จำหน่ายหรือนำไปใช้ในเรื่องอื่นได้
คราวนี้มาดูข้อดีของ “งอบ” ที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นได้พัฒนารูปแบบจนเหมาะสมกับสภาพอากาศอย่างบ้านเราได้อย่างชาญฉลาด และอาจนำหลักการดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบบ้านได้เช่นกัน

งอบ…ชายคายื่นยาว
       อากาศร้อน แสงแดดที่รุนแรง เป็นปัญหาของคนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ชาวไร่ชาวนาจึงต้องป้องกันแสงแดดไม่ให้ส่องโดนหน้าโดยการสวมงอบซึ่งมีปีกที่ยื่นยาวออกไปรอบด้าน แสงแดดไม่ว่าจะมีแรงแค่ไหนก็แทบจะไม่ส่องถูกใบหน้าเลย ช่วงหัวและใบหน้าจึงไม่ร้อน (นอกจากทำให้ไม่ร้อนแล้ว ผิวหน้ายังไม่ดำอีกด้วย) ดังนั้น หากทำบ้านให้มีหลังคา มีชายคายื่นยาว ก็จะช่วยป้องกันแดดไม่ให้ส่องเข้าบ้าน ป้องกันผนังไม่ให้โดนแดด ทำให้ความร้อนถ่ายเทเข้ามาในบ้านน้อย ในบ้านจึงไม่ร้อนมากนัก

       นอกจากกันแดดแล้ว ปีกงอบยังช่วยเรื่องการกันฝน เป็นเสมือนร่มที่ทำให้คนสวมสามารถทำงานหรือเดินฝ่าฝนที่ตกไม่หนักมากนักได้ หากเป็นบ้าน ชายคาที่ยื่นยาวของบ้านก็จะช่วยป้องกันฝนสาดและป้องกันผนังบ้านถูกน้ำฝนโดยตรงอีกด้วย ลดการสะสมของความชื้นที่ผนัง ถ้าผนังเป็นไม้ก็ไม่มีปัญหาเรื่องการผุ ถ้าผนังเป็นก่ออิฐทาสีอย่างปัจจุบันก็ไม่เจอเรื่องสีลอกล่อน คราบความชื้นบนผนัง 

หลักการของ “งอบ” ที่นำมาปรับใช้ในการสร้างบ้านประหยัดพลังงาน
https://www.facebook.com/video.php?v=914089558613058&set=o.126248490747293&type=2&theater
 

งอบ…ให้ลมพัดผ่าน
       ปัจจัยที่เสริมอากาศร้อนอย่างเมืองเราให้แย่ลงอีก คือ ความชื้นสัมพัทธ์ที่สูง  เพราะทำให้เหงื่อไม่ระเหย เกิดอาการทั้งร้อนทั้งอบอ้าว ทางเดียวที่จะทำให้สบายได้ก็คือ ต้องให้ลมพัดผ่านตัวเพื่อให้เหงื่อระเหยและพาความร้อนออกไป  คนที่เคยสวมงอบจะเห็นว่า ตัวงอบจะมี “รัง” (ส่วนที่ไว้ครอบหัวลักษณะถักสาน) เป็นตัวครอบกระชับกับหัวของคนสวม ทำให้เกิดมีช่องว่างที่ห่างพอประมาณระหว่างตัวงอบกับหัวของเราโดยรอบ ลมจึงสามารถพัดผ่านช่องว่างระหว่างหัวกับงอบได้ ผลก็คือ เหงื่อที่ออกบริเวณหน้าผากและช่วงหัว สามารถระบายไปได้โดยไม่ต้องคอยเปิดหมวกเอามาพัดเหมือนหมวกแบบอื่น…ตรงนี้น่าจะเป็นการออกแบบอย่างชาญฉลาดและน่าทึ่งที่สุดก็ว่าได้

       หากเป็นบ้าน ก็ต้องออกแบบให้มีช่องประตูช่องหน้าต่าง ให้ลมพัดผ่านเข้าไปภายในบ้านได้ เพื่อให้อากาศไหลเวียนโดยตลอด ไม่เกิดการสะสมของความร้อนและความชื้นภายในบ้าน 



 

“พาไล” พื้นที่ที่ทำให้แสงสว่างลอดผ่านได้เล็กน้อย ช่วยในการปรับสายตา
ขอบคุณภาพ :
ซ้าย - http://teakdoor.com 
ขวา - www.pinterest.com

งอบ…ไม่สะสมความร้อน
       งอบเกิดจากวัสดุธรรมชาติที่ไม่สะสมความร้อน คือ ไผ่ ไม้รวก เอามาถักสานกันจนเป็นรูปร่างขึ้นมา ดังนั้นงอบจึงไม่ร้อน ถึงแม้จะร้อนในขณะที่โดนแดด แต่ด้วยการถักสานของวัสดุที่จะเกิดเป็นร่องเป็นช่องเล็กๆ ก็ทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นถูกระบายออกไปได้ตลอดเวลา แต่หากงอบใช้วัสดุอย่างอื่น เช่นหนังสัตว์ (อย่างหมวกคาวบอย) ความร้อนก็จะถูกสะสมระบายออกไม่ได้และแผ่ลงมาที่ใบหน้า คนสวมก็คงร้อนและไม่สบาย วัสดุที่ใช้ทำบ้านก็เช่นเดียวกัน หากใครที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ผนังเป็นก่ออิฐฉาบปูนแล้วผนังโดดแดดเต็มๆ ช่วงบ่าย 2 บ่าย 3 โมงจะรับรู้ถึงความรู้สึกอบอ้าวเป็นพิเศษ เพราะผนังที่สะสมความร้อนมาตั้งแต่ช่วงเช้าจะทำตัวเป็นแผงความร้อนที่แผ่และคายความร้อนเข้ามาสู่ภายในบ้าน ดังนั้นถ้าจะทำให้ตัวบ้านไม่ร้อนอบอ้าว วัสดุที่เลือกมาใช้ก็ต้องเป็นวัสดุที่ไม่สะสมความร้อน
 
งอบ…ลดแสงจ้า
       
เวลาเรามองที่มืดหรือแสงน้อยนานๆ แล้วหันไปมองที่สว่างทันที จะทำให้เกิดอาการตาพล่า เพราะสายตานั้นปรับตัวไม่ทัน การจะทำให้ไม่เกิดอาการดังกล่าวก็ต้องหยีหรือหรี่ตาลง เพื่อให้ค่อยๆ สว่างขึ้นไป สายตาจึงมีเวลาปรับตัวได้ แต่ปัญหาที่ว่านี้ไม่เกิดกับคนที่สวมงอบ เพราะปีกงอบที่มีร่องมีช่องเล็กๆ จากวัสดุที่ถักสาน ทำให้แสงสว่างลอดผ่านได้เล็กน้อยที่เรียกว่า “รำไร” สายตาที่มองผ่านออกไปยังที่สว่างสามารถปรับได้ทัน อาการตาพล่าก็ไม่เกิดขึ้น

       เรือนไทยก็เช่นเดียวกัน ที่มีส่วนหนึ่งของบ้านเรียกว่า “พาไล” เป็นพื้นที่เชื่อมต่ออยู่ระหว่างในห้อง (ที่มืด) กับ นอกชาน (ที่สว่าง) พื้นที่บริเวณ “พาไล” นี้มีความสว่างมากกว่าภายในห้องแต่น้อยกว่านอกชาน คนที่เดินออกจากห้องมานอกชานหรือจากนอกชานเข้าในห้อง สายตาก็สามารถจะปรับได้ทันตรงพื้นที่ “พาไล” นี้เอง

       มาถึงตอนนี้เห็นถึงภูมิปัญญาไทยอย่างชัดเจนหรือยังครับ ดังนั้นเวลาที่ต้องการบ้านประหยัดพลังงานโดยไม่ต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้าในการอยู่อาศัยมากนัก ให้ลองนึกถึงหลักการของ“งอบ” นำไปใช้สร้างบ้าน
 

ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ