View : 50413


จากตอนที่แล้ว ทุกท่านได้ทราบหลักการขั้นต้นเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าของบ้าน ได้แก่ การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของบ้านกับการไฟฟ้า รวมถึงขั้นตอนการขอไฟฟ้ากับราชการ และในครั้งนี้จะขอเล่าถึงเรื่องที่ใกล้ตัวเจ้าของบ้านมากขึ้น นั่นคือ “อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าภายในบ้านเพื่อความปลอดภัย”  โดยเริ่มต้นตั้งแต่ มิเตอร์ไฟฟ้า (หรือมาตรวัดไฟฟ้า) สายเมน ตู้เมนไฟฟ้า เครื่องตัดกระแสไฟฟ้า และ สายดิน ตามลำดับ ดังนี้
 
อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าที่ควรรู้ สิ่งแรกคือ มิเตอร์ไฟฟ้า (มาตรวัดไฟฟ้า)
เป็น ตัวกำหนดปริมาณการจ่ายกระแสไฟฟ้ามาแต่ต้น ว่าอาคารหรือบ้านดังกล่าวใช้กำลังไฟฟ้าเท่าใด โดยจะมีค่าการใช้กำลังไฟฟ้าตามที่ทางเจ้าของบ้านยื่นขอมิเตอร์ และทางเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าตรวจสอบจากอุปกรณ์ไฟฟ้าระบุ หรือได้ออกแบบไว้ในตอนแรก
 
ทั้งนี้ มิเตอร์ไฟฟ้าหรือมาตรวัดไฟฟ้ายังทำหน้าที่ระบุค่าการใช้ไฟฟ้าต่อรอบบิล ที่ทางการไฟฟ้าจะจัดเก็บค่าไฟฟ้าจากเจ้าของอาคาร โดยมิเตอร์ไฟฟ้ามี 2 ประเภทด้วยกัน คือ 

แบบ 1 เฟส 2 สาย  220 โวลท์ และ 3 เฟส 4 สาย 220/380 โวลท์ มี หลายขนาดให้เลือก คือ 5 (15)  A ,15 (45)  A และ 30 (100 ) A  (ตัวเลข  5 (15)  A หมายถึง มิเตอร์ 5 แอมป์ ใช้ไฟฟ้าได้มากถึง 15 แอมป์)

 

ท่อร้อยสายเมนแบบโลหะ EMT, IMC และ RSC
ที่มาภาพ: www.homedepot.com

3. ชนิดของท่อร้อยสายเมน : แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ท่อโลหะ และอโลหะ ทั้งยังแบ่งย่อยตามลักษณะการเดินสายระบบไฟฟ้าอีก คือ เดินร้อยท่อบนผนัง และเดินร้อยท่อฝังดิน
 
-  ท่อโลหะ ได้แก่ วัสดุท่อเหล็กชุปสังกะสี มีให้เลือกหลายขนาด และหลายความหนา คือ EMT (ท่อบางมักเดินภายใน) IMC (ท่อหนามักเดินที่ผนังภายนอกใช้ได้) RSC (ท่อหนาพิเศษสำหรับเดินใต้ดิน)
 
ท่อโลหะมักใช้สำหรับเดินในกรณีผนังหรือโครงสร้างอาคารเท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาความชื้นและสนิมในระยะยาว สำหรับท่อโลหะสายเมนควรเลือกขนาดให้เหมาะกับปริมาณกระแสไฟฟ้าและขนาดสาย ไฟฟ้าที่เดินด้านใน เช่น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อประมาณ1 ¼” และ 1 ½” เป็นต้น
 
- ท่ออโลหะ หรือท่อพลาสติก มี ให้เลือกหลายขนาด และหลายประเภทเช่นกัน ได้แก่ ท่อ PVC สำหรับท่อสายไฟฟ้ามักเป็นสีเหลือง และสีขาวซึ่งแตกต่างกันที่สีและเนื้อวัสดุเท่านั้น สามารถใช้เดินบนโครงสร้างอาคารได้

- ท่อ HDPE หรือท่อ PE มักใช้สำหรับเดินท่อร้อยสายฝังดินเท่านั้น ไม่ควรนำมาเดินที่โครงสร้างอาคารเพราะจะมีข้อกำหนดเรื่องลามไฟ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อประมาณ ½” 1 ¼” และ 1 ½” เป็นต้น และควรเลือกขนาดตามข้อกำหนดเช่นกัน
 
ทั้ง เจ้าของบ้านควรกำหนดความต้องการเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าเรื่องว่า จะเดินสายไฟเมนเข้าบ้านด้วยวิธีใดร่วมกับผู้ออกแบบ โดยมีวิศวกรไฟฟ้าเป็นผู้กำหนด ในเรื่องของขนาดมิติของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับสายไฟเมน ตามมาตรฐานวิศวกรรมไฟฟ้า การหนดตำแหน่งสายไฟเมนที่เข้าสู่ตัวบ้าน ให้พิจารณาด้านความเหมาะสม ความสวยงาม และความปลอดภัยควบคู่กัน  โดยทั่วไปมี 3 รูปแบบ ได้แก่
 
1. เดินเข้าผนังแล้วเข้าสู่บ้านที่ชั้นฝ้าเพดาน : สำหรับกรณีเดินสายเมนบนผนัง หรือโครงสร้างอาคารจากนั้นเดินเข้าที่ตำแหน่งเหนือฝ้าเพดานร้อยท่อ หรือเดินลอยไปที่ตู้เมนไฟฟ้า
 
2. เดินเข้าช่องชาร์ป หรือช่องเซอร์วิสไฟฟ้า : สำหรับกรณีเดินสายเมนไฟแบบฝังดิน หากให้เกิดความสวยงามสถาปนิกมักจะต้องเผื่อการเดินไฟฟ้าที่ผนังไว้ ในกรณีที่ไม่สามารถกรีดฝังผนังได้อาจจะต้องเผื่อช่องชาร์ป หรือช่องเซอร์วิสไว้ให้สวยงามทั้งด้านนอกและด้านใน
 
3. เดินร้อยท่อลอยเข้าที่ผนัง : กรณี นี้เดินสายเมนไฟแบบฝังดินเช่นกัน แต่อาจตัดปัญหาโดยเดินร้อยท่อตามขนาดมาตรฐานที่วิศวกรระบุเกาะที่ผนังอาจ โชว์ หรือหาวัสดุครอบปิดให้สวยงามอีกครั้ง เหมาะกับบริเวณที่ไม่สำคัญหรือโดดเด่นมากนัก
 
มาถึงตอนนี้ทุกท่านคง ได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าภายในบ้านเพื่อความปลอดภัย ในส่วนของมิเตอร์ไฟฟ้าและสายเมนไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับเรื่องของ ตู้เมนไฟฟ้า, เครื่องตัดกระแสไฟฟ้า และ สายดิน จะขอนำมากล่าวถึงในตอนต่อไป


 


ระบบไฟฟ้าภายในบ้าน
ตอนที่ 2 : มิเตอร์ไฟฟ้า และสายเมน

มิเตอร์ 15A/(45A)
ที่มาภาพ: pantip.com


- สำหรับการไฟฟ้านครหลวง และ 5 (15)  A, 10 (30)  A, 20 (40)  A , 30 (60) A และ 30 (100)  A

- สำหรับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มิเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟส 4 สาย จะเริ่มต้นที่ขนาด 15 (45) A เป็นต้นไป  
 
มิเตอร์ ไฟฟ้านั้น ทางเจ้าของบ้านและผู้ออกแบบเป็นผู้ระบุความต้องการ โดยอิงกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าจริงจากเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน หรือการออกแบบของวิศวกรงานระบบ และจะมีการตรวจสอบติดตั้งโดยเจ้าหน้าที่อีกครั้ง
 
ดังนั้น ในแง่ของความปลอดภัยในอุปกรณ์มิเตอร์และการเชื่อมต่อ จึงมักไม่เป็นปัญหาภายหลัง อนึ่ง ทางเจ้าของบ้านหรือเจ้าของอาคารสามารถขอเพิ่มขนาดของมิเตอร์ภายหลังได้ แต่ทั้งนี้จะต้องปรับแก้ขนาด หรือชนิดของอุปกรณ์ภายในด้านความปลอดภัยให้ถูกต้องอีกครั้ง
 
สายเมน
คือ "สายไฟฟ้าแรงต่ำ" เป็นสายไฟฟ้าถัดจากมิเตอร์ไฟฟ้า โดยจะมี 2 เส้น (สำหรับไฟฟ้า 1 เฟส) หรือ 4 เส้นตาม (สำหรับไฟฟ้า 3 เฟส) ในกรณีไฟฟ้า 1 เฟส สายไฟฟ้าเส้นแรกจะเป็นสาย L (Line) ซึ่งมีกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ตัวบ้าน อีกเส้นคือสาย N (Neutral) จะไม่มีกระแสไฟฟ้า
 
สายไฟฟ้าทั้งสาย L และสาย N จากมิเตอร์จะถูกต่อเชื่อมไปยังตู้เมนไฟฟ้า ทั้งนี้ การนำสายไฟฟ้าเชื่อมเข้าสู่บ้านจะต้องพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้
 
1. วิธีการเดินสายเมน : มี 4 วิธี คือ เดินลอยในอากาศ, เดินลอยติดผนัง(ตีกิ๊บ), เดินร้อยท่อบนผนัง, และเดินร้อยท่อฝังดิน กรณีเดินในลักษณะร้อยท่อ ทางเจ้าของบ้านหรือผู้ออกแบบจะต้องเลือกชนิดและขนาดของท่อ ให้ควบคู่กับชนิดของสายไฟฟ้าที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นท่อโลหะหรืออโลหะ
 
2. ประเภท และขนาดของสายไฟเมน : ขึ้นอยู่กับวิธีการเดินสายไฟฟ้า โดยแต่ละแบบมีผลต่อปัจจัยด้านความปลอดภัยที่จะทำให้สายไฟฟ้าเสื่อมคุณภาพ เกิดความร้อน หรือทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความชื้น การกดทับหรือกระแทก ความหนาแน่นของช่องท่อกรณีเดินร้อยท่อกับขนาดของสายไฟฟ้า ซึ่งสรุปได้ดังนี้ 

- สาย Type A หรือ (เรียกอย่างย่อว่า TA) เป็นสายประเภท THW สำหรับเดินลอยในอากาศ หรือเดินในท่อ
 
- สาย Type B (เรียกอย่างย่อว่า TB) เป็นสายประเภท VAF สำหรับเดินลอยติดผนัง(ตีกิ๊บ)
 
- สาย Type C (เรียกอย่างย่อว่า TC) เป็นสายประเภท NYY สำหรับเดินร้อยท่อใต้ดิน และเดินลอยติดผนังในกรณีมีขนาดมิเตอร์ 30-50 แอมป์
 
ทั้งนี้ขนาดหน้าตัดของสายไฟฟ้าแต่ละขนาด มิเตอร์จะแตกต่างกันโดยมีหน่วยวัดเป็น ตร.มม. ที่สอดคล้องกับวิธีการเดินสายไฟฟ้า


 

ท่อร้อยสายเมนแบบอโลหะ หรือท่อพลาสติก


ระบบไฟฟ้าภายในบ้าน
ตอนที่ 2 : มิเตอร์ไฟฟ้า และสายเมน

มิเตอร์ 15A/(45A)
ที่มาภาพ: pantip.com


จากตอนที่แล้ว ทุกท่านได้ทราบหลักการขั้นต้นเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าของบ้าน ได้แก่ การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของบ้านกับการไฟฟ้า รวมถึงขั้นตอนการขอไฟฟ้ากับราชการ และในครั้งนี้จะขอเล่าถึงเรื่องที่ใกล้ตัวเจ้าของบ้านมากขึ้น นั่นคือ “อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าภายในบ้านเพื่อความปลอดภัย”  โดยเริ่มต้นตั้งแต่ มิเตอร์ไฟฟ้า (หรือมาตรวัดไฟฟ้า) สายเมน ตู้เมนไฟฟ้า เครื่องตัดกระแสไฟฟ้า และ สายดิน ตามลำดับ ดังนี้
 
อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าที่ควรรู้ สิ่งแรกคือ มิเตอร์ไฟฟ้า (มาตรวัดไฟฟ้า)
เป็น ตัวกำหนดปริมาณการจ่ายกระแสไฟฟ้ามาแต่ต้น ว่าอาคารหรือบ้านดังกล่าวใช้กำลังไฟฟ้าเท่าใด โดยจะมีค่าการใช้กำลังไฟฟ้าตามที่ทางเจ้าของบ้านยื่นขอมิเตอร์ และทางเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าตรวจสอบจากอุปกรณ์ไฟฟ้าระบุ หรือได้ออกแบบไว้ในตอนแรก
 
ทั้งนี้ มิเตอร์ไฟฟ้าหรือมาตรวัดไฟฟ้ายังทำหน้าที่ระบุค่าการใช้ไฟฟ้าต่อรอบบิล ที่ทางการไฟฟ้าจะจัดเก็บค่าไฟฟ้าจากเจ้าของอาคาร โดยมิเตอร์ไฟฟ้ามี 2 ประเภทด้วยกัน คือ 

แบบ 1 เฟส 2 สาย  220 โวลท์ และ 3 เฟส 4 สาย 220/380 โวลท์ มี หลายขนาดให้เลือก คือ 5 (15)  A ,15 (45)  A และ 30 (100 ) A  (ตัวเลข  5 (15)  A หมายถึง มิเตอร์ 5 แอมป์ ใช้ไฟฟ้าได้มากถึง 15 แอมป์)

 

ท่อร้อยสายเมนแบบโลหะ EMT, IMC และ RSC
ที่มาภาพ: www.homedepot.com


- สำหรับการไฟฟ้านครหลวง และ 5 (15)  A, 10 (30)  A, 20 (40)  A , 30 (60) A และ 30 (100)  A

- สำหรับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มิเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟส 4 สาย จะเริ่มต้นที่ขนาด 15 (45) A เป็นต้นไป  
 
มิเตอร์ ไฟฟ้านั้น ทางเจ้าของบ้านและผู้ออกแบบเป็นผู้ระบุความต้องการ โดยอิงกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าจริงจากเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน หรือการออกแบบของวิศวกรงานระบบ และจะมีการตรวจสอบติดตั้งโดยเจ้าหน้าที่อีกครั้ง
 
ดังนั้น ในแง่ของความปลอดภัยในอุปกรณ์มิเตอร์และการเชื่อมต่อ จึงมักไม่เป็นปัญหาภายหลัง อนึ่ง ทางเจ้าของบ้านหรือเจ้าของอาคารสามารถขอเพิ่มขนาดของมิเตอร์ภายหลังได้ แต่ทั้งนี้จะต้องปรับแก้ขนาด หรือชนิดของอุปกรณ์ภายในด้านความปลอดภัยให้ถูกต้องอีกครั้ง
 
สายเมน
คือ "สายไฟฟ้าแรงต่ำ" เป็นสายไฟฟ้าถัดจากมิเตอร์ไฟฟ้า โดยจะมี 2 เส้น (สำหรับไฟฟ้า 1 เฟส) หรือ 4 เส้นตาม (สำหรับไฟฟ้า 3 เฟส) ในกรณีไฟฟ้า 1 เฟส สายไฟฟ้าเส้นแรกจะเป็นสาย L (Line) ซึ่งมีกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ตัวบ้าน อีกเส้นคือสาย N (Neutral) จะไม่มีกระแสไฟฟ้า
 
สายไฟฟ้าทั้งสาย L และสาย N จากมิเตอร์จะถูกต่อเชื่อมไปยังตู้เมนไฟฟ้า ทั้งนี้ การนำสายไฟฟ้าเชื่อมเข้าสู่บ้านจะต้องพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้
 
1. วิธีการเดินสายเมน : มี 4 วิธี คือ เดินลอยในอากาศ, เดินลอยติดผนัง(ตีกิ๊บ), เดินร้อยท่อบนผนัง, และเดินร้อยท่อฝังดิน กรณีเดินในลักษณะร้อยท่อ ทางเจ้าของบ้านหรือผู้ออกแบบจะต้องเลือกชนิดและขนาดของท่อ ให้ควบคู่กับชนิดของสายไฟฟ้าที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นท่อโลหะหรืออโลหะ
 
2. ประเภท และขนาดของสายไฟเมน : ขึ้นอยู่กับวิธีการเดินสายไฟฟ้า โดยแต่ละแบบมีผลต่อปัจจัยด้านความปลอดภัยที่จะทำให้สายไฟฟ้าเสื่อมคุณภาพ เกิดความร้อน หรือทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความชื้น การกดทับหรือกระแทก ความหนาแน่นของช่องท่อกรณีเดินร้อยท่อกับขนาดของสายไฟฟ้า ซึ่งสรุปได้ดังนี้ 

- สาย Type A หรือ (เรียกอย่างย่อว่า TA) เป็นสายประเภท THW สำหรับเดินลอยในอากาศ หรือเดินในท่อ
 
- สาย Type B (เรียกอย่างย่อว่า TB) เป็นสายประเภท VAF สำหรับเดินลอยติดผนัง(ตีกิ๊บ)
 
- สาย Type C (เรียกอย่างย่อว่า TC) เป็นสายประเภท NYY สำหรับเดินร้อยท่อใต้ดิน และเดินลอยติดผนังในกรณีมีขนาดมิเตอร์ 30-50 แอมป์
 
ทั้งนี้ขนาดหน้าตัดของสายไฟฟ้าแต่ละขนาด มิเตอร์จะแตกต่างกันโดยมีหน่วยวัดเป็น ตร.มม. ที่สอดคล้องกับวิธีการเดินสายไฟฟ้า


 

ท่อร้อยสายเมนแบบอโลหะ หรือท่อพลาสติก

3. ชนิดของท่อร้อยสายเมน : แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ท่อโลหะ และอโลหะ ทั้งยังแบ่งย่อยตามลักษณะการเดินสายระบบไฟฟ้าอีก คือ เดินร้อยท่อบนผนัง และเดินร้อยท่อฝังดิน
 
-  ท่อโลหะ ได้แก่ วัสดุท่อเหล็กชุปสังกะสี มีให้เลือกหลายขนาด และหลายความหนา คือ EMT (ท่อบางมักเดินภายใน) IMC (ท่อหนามักเดินที่ผนังภายนอกใช้ได้) RSC (ท่อหนาพิเศษสำหรับเดินใต้ดิน)
 
ท่อโลหะมักใช้สำหรับเดินในกรณีผนังหรือโครงสร้างอาคารเท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาความชื้นและสนิมในระยะยาว สำหรับท่อโลหะสายเมนควรเลือกขนาดให้เหมาะกับปริมาณกระแสไฟฟ้าและขนาดสาย ไฟฟ้าที่เดินด้านใน เช่น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อประมาณ1 ¼” และ 1 ½” เป็นต้น
 
- ท่ออโลหะ หรือท่อพลาสติก มี ให้เลือกหลายขนาด และหลายประเภทเช่นกัน ได้แก่ ท่อ PVC สำหรับท่อสายไฟฟ้ามักเป็นสีเหลือง และสีขาวซึ่งแตกต่างกันที่สีและเนื้อวัสดุเท่านั้น สามารถใช้เดินบนโครงสร้างอาคารได้

- ท่อ HDPE หรือท่อ PE มักใช้สำหรับเดินท่อร้อยสายฝังดินเท่านั้น ไม่ควรนำมาเดินที่โครงสร้างอาคารเพราะจะมีข้อกำหนดเรื่องลามไฟ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อประมาณ ½” 1 ¼” และ 1 ½” เป็นต้น และควรเลือกขนาดตามข้อกำหนดเช่นกัน
 
ทั้ง เจ้าของบ้านควรกำหนดความต้องการเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าเรื่องว่า จะเดินสายไฟเมนเข้าบ้านด้วยวิธีใดร่วมกับผู้ออกแบบ โดยมีวิศวกรไฟฟ้าเป็นผู้กำหนด ในเรื่องของขนาดมิติของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับสายไฟเมน ตามมาตรฐานวิศวกรรมไฟฟ้า การหนดตำแหน่งสายไฟเมนที่เข้าสู่ตัวบ้าน ให้พิจารณาด้านความเหมาะสม ความสวยงาม และความปลอดภัยควบคู่กัน  โดยทั่วไปมี 3 รูปแบบ ได้แก่
 
1. เดินเข้าผนังแล้วเข้าสู่บ้านที่ชั้นฝ้าเพดาน : สำหรับกรณีเดินสายเมนบนผนัง หรือโครงสร้างอาคารจากนั้นเดินเข้าที่ตำแหน่งเหนือฝ้าเพดานร้อยท่อ หรือเดินลอยไปที่ตู้เมนไฟฟ้า
 
2. เดินเข้าช่องชาร์ป หรือช่องเซอร์วิสไฟฟ้า : สำหรับกรณีเดินสายเมนไฟแบบฝังดิน หากให้เกิดความสวยงามสถาปนิกมักจะต้องเผื่อการเดินไฟฟ้าที่ผนังไว้ ในกรณีที่ไม่สามารถกรีดฝังผนังได้อาจจะต้องเผื่อช่องชาร์ป หรือช่องเซอร์วิสไว้ให้สวยงามทั้งด้านนอกและด้านใน
 
3. เดินร้อยท่อลอยเข้าที่ผนัง : กรณี นี้เดินสายเมนไฟแบบฝังดินเช่นกัน แต่อาจตัดปัญหาโดยเดินร้อยท่อตามขนาดมาตรฐานที่วิศวกรระบุเกาะที่ผนังอาจ โชว์ หรือหาวัสดุครอบปิดให้สวยงามอีกครั้ง เหมาะกับบริเวณที่ไม่สำคัญหรือโดดเด่นมากนัก
 
มาถึงตอนนี้ทุกท่านคง ได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าภายในบ้านเพื่อความปลอดภัย ในส่วนของมิเตอร์ไฟฟ้าและสายเมนไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับเรื่องของ ตู้เมนไฟฟ้า, เครื่องตัดกระแสไฟฟ้า และ สายดิน จะขอนำมากล่าวถึงในตอนต่อไป



บทความที่แล้ว
ระบบไฟฟ้าภายในบ้าน: ระบบไฟฟ้าของบ้านและการขอใช้ไฟฟ้า
42-ระบบไฟฟ้าภายในบ้าน-ระบบไฟฟ้าของบ้านและการขอใช้ไฟฟ้า.jpg



บทความถัดไป
ระบบไฟฟ้าภายในบ้าน: ตู้เมนไฟฟ้า เครื่องตัดกระแสไฟฟ้า และสายดิน
44-ระบบไฟฟ้าภายในบ้าน-ตู้เมนไฟฟ้า-เครื่องตัดกระแสไฟฟ้า-และสายดิน.jpg



บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ควรตัดสินใจเลือกใช้วัสดุก่อสร้างในขั้นตอนใด?
1-ควรตัดสินใจเลือกใช้วัสดุก่อสร้างในขั้นตอนใด-(1).jpg



 

ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ