View : 2796


เสน่ห์คอนกรีตในงานสถาปัตยกรรม Concrete Architecture

จากอดีตจนปัจจุบัน คอนกรีตถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในงานสถาปัตยกรรม ตั้งแต่รูปทรงที่เรียบง่ายตรงไปตรงมารูปทรงนามธรรม การออกแบบที่หนาหนัก การใช้คอนกรีตเสริมเหล็กให้สถาปัตยกรรมดูเบาบางขึ้น จนสู่งานที่มีความลื่นไหลรวมถึงการทำพื้นผิวที่มีเสน่ห์ เผยให้เห็นเสี้ยนจากไม้แบบและจงใจให้คอนกรีตมีร่องรอยจากกาลเวลา

       จากอดีตจนปัจจุบัน คอนกรีตถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในงานสถาปัตยกรรม ตั้งแต่รูปทรงที่เรียบง่ายตรงไปตรงมารูปทรงนามธรรม การออกแบบที่หนาหนัก การใช้คอนกรีตเสริมเหล็กให้สถาปัตยกรรมดูเบาบางขึ้น จนสู่งานที่มีความลื่นไหลรวมถึงการทำพื้นผิวที่มีเสน่ห์ เผยให้เห็นเสี้ยนจากไม้แบบและจงใจให้คอนกรีตมีร่องรอยจากกาลเวลา

ภาพ: วิลลา ซาวัว โดย เลอกอร์บูซีเย

       หากการสร้างสรรค์ดนตรีคือดนตรีนิพนธ์ การสร้างสถาปัตยกรรมคอนกรีตก็คือคอนกรีตนิพนธ์ ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการใช้คอนกรีตกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ซึ่งถูกพิสูจน์ให้เป็นรูปธรรมผ่าน “5 Points of Architecture” ของ เลอกอร์บูซีเย (Le Corbusier) สถาปนิกผู้ใช้คอนกรีตสร้างสถาปัตยกรรมที่คลุมเครือกับประติมากรรมในงาน วีลาซาวัว (Villa Savoye) ประเทศฝรั่งเศส การใช้คอนกรีตในงานสถาปัตยกรรมของเขา เผยถึงการให้สถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการดึงแสงธรรมชาติเข้ามายังสเปซภายในได้มากกว่าสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก โดยสร้างผนังที่มีหน้าต่างยาว (Ribbon window) ไปพร้อมกับรูปด้านอิสระ (Free Facades) และยังยกตัวสถาปัตยกรรมให้สูงขึ้นจากพื้นดินด้วยเสาลอยทำให้เกิดการระบายอากาศที่ดี อาคารดูเบาขึ้น ซึ่งต่างจากบ้านในยุคนั้นที่ก่อสร้างติดดิน 

ภาพ: อาคารรัฐสภาที่จัณฑีครห์ อินเดีย โดย เลอ คอร์บูซิเยร์

       จวบจนยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงท้ายของชีวิตคอร์บูซิเยร์ การใช้คอนกรีตในงานสถาปัตยกรรมของเขาได้มุ่งสู่สถาปัตยกรรมที่มากกว่าประโยชน์ใช้สอย แต่เป็นลักษณะการออกแบบที่หนาหนักมากขึ้นแบบ Brutalism และยังมุ่งเข้าหาความงามของสถาปัตยกรรมที่เป็นประติมากรรมมากขึ้น อย่างเช่นงานโบสถ์น็อทร์ดามดูว์โอ (Notre Dame du Haut) ที่รงช็อง ประเทศฝรั่งเศส พื้นผิวของงานนี้มีความพิเศษที่เป็นคอนกรีตขรุขระ รูปทรงเป็นประติมากรรมแบบนามธรรม คล้ายกับงานยุคเดียวกันของคอร์บูซิเยร์ที่เมืองจัณฑีครห์ ประเทศอินเดีย งานเหล่านี้มีความเป็นประติมากรรมคอนกรีตสูง พื้นผิวคอนกรีตถูกออกแบบให้เห็นเสี้ยนจากไม้แบบอย่างชัดเจน ไร้การปกปิดร่องรอยพร้อมกับจงใจให้คอนกรีตมีคราบจากกาลเวลา

ภาพ: อาคารบริติชเคานซิลเก่า โดย สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา

ภาพ: ผนังคอนกรีตเปลือยของอาคารฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย องอาจ สาตรพันธุ์

       แนวคิดการใช้คอนกรีตเป็นวัสดุหลักพร้อมกับทำพื้นผิว ส่งอิทธิพลอย่างมากต่อสถาปนิกในการสร้างสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากคอร์บูซิเยร์ในไทยช่วง 2510 ซึ่งตรงกับช่วงปลายสมัยใหม่ อย่างเช่น สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา และองอาจ สาตรพันธุ์ พื้นผิวของงานคอนกรีตในไทย พื้นผิวจะแสดงร่องรอยของไม้แบบอย่างชัดเจน การทำคอนกรีตให้บิดพริ้วโค้งเป็นประติมากรรมในไทยได้รับความนิยมในสถาปัตยกรรมปลายสมัยใหม่ เราจะพบกับสถาปัตยกรรมที่ต่อต้านแรงโน้มถ่วงเป็นแผ่นบาง อย่างเช่น คุรุสัมนาคาร มหาวิทยาเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จ.นครราชสีมา ออกแบบสถาปัตยกรรมโดย วทัญญู ณ ถลาง และ นคร ศรีวิจารณ์ โดยมีวิศวกรโครงสร้าง คือ ม.ร.ว.จาตุรสีสาย ชุมพล งานสถาปัตยกรรมคอนกรีตที่สร้างในยุค 2510-2520 จึงเต็มไปด้วยการแสดงถึงหลากเทคนิคก่อสร้างของเนื้อคอนกรีตที่เป็นไปตามแบบหล่อราวกับหินเหลวปั้นได้

ภาพ: ผนังคอนกรีตเปลือยที่เรือนศิลปิน มหาวิทยาลัยมหิดล ออกแบบโดยต้นศิลป์ สตูดิโอ

ภาพ: คุรุสัมนาคาร มหาวิทยาเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จ.นครราชสีมา ออกแบบสถาปัตยกรรมโดย วทัญญู ณ ถลาง และ นคร ศรีวิจารณ์ โดยมีวิศวกรโครงสร้าง คือ ม.ร.ว.จาตุรสีสาย ชุมพล

       ในโลกปัจจุบันหากเอ่ยถึงสถาปัตยกรรมคอนกรีต ภาพแรกที่คุ้นชินและชวนให้นึกถึงคือสถาปัตยกรรมคอนกรีตของ Tadao  Ando สถาปนิกชาวญี่ปุ่น ที่ใช้ผนังคอนกรีตเปลือย (Exposed Concrete) ที่มีร่องรอยของแบบหล่อเป็นช่องกริดและรอยสกรูบนผิวคอนกรีตอันเกิดจากแบบหล่อจนเป็นเอกลักษณ์ ทำให้สถาปนิกที่อยากสร้างผนังคอนกรีตเปลือยต่างหาเทคนิคการสร้างผนังแบบนี้ ไม่เว้นแม้แต่เหล่าสถาปนิกไทย แต่การจะสร้างสถาปัตยกรรมคอนกรีตที่ใช้ผนังคอนกรีตเปลือย ต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณที่สูงกว่าปรกติ แต่แน่นอนที่เสน่ห์ของคอนกรีตเปลือยยังสร้างความรัญจวนใจแก่สถาปนิกในบ้านเราเสมอมา

       และแม้ว่าจะมีวัสดุที่หลากหลายมากขึ้น คอนกรีตนิพนธ์ก็ยังคงดำเนินต่อไป


ขอขอบคุณแหล่งที่มาอ้างอิง
Catherine Croft."Concrete Architecture".London : Laureence King Pub., 2004


เสน่ห์คอนกรีตในงานสถาปัตยกรรม Concrete Architecture

จากอดีตจนปัจจุบัน คอนกรีตถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในงานสถาปัตยกรรม ตั้งแต่รูปทรงที่เรียบง่ายตรงไปตรงมารูปทรงนามธรรม การออกแบบที่หนาหนัก การใช้คอนกรีตเสริมเหล็กให้สถาปัตยกรรมดูเบาบางขึ้น จนสู่งานที่มีความลื่นไหลรวมถึงการทำพื้นผิวที่มีเสน่ห์ เผยให้เห็นเสี้ยนจากไม้แบบและจงใจให้คอนกรีตมีร่องรอยจากกาลเวลา

       จากอดีตจนปัจจุบัน คอนกรีตถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในงานสถาปัตยกรรม ตั้งแต่รูปทรงที่เรียบง่ายตรงไปตรงมารูปทรงนามธรรม การออกแบบที่หนาหนัก การใช้คอนกรีตเสริมเหล็กให้สถาปัตยกรรมดูเบาบางขึ้น จนสู่งานที่มีความลื่นไหลรวมถึงการทำพื้นผิวที่มีเสน่ห์ เผยให้เห็นเสี้ยนจากไม้แบบและจงใจให้คอนกรีตมีร่องรอยจากกาลเวลา

ภาพ: วิลลา ซาวัว โดย เลอกอร์บูซีเย

       หากการสร้างสรรค์ดนตรีคือดนตรีนิพนธ์ การสร้างสถาปัตยกรรมคอนกรีตก็คือคอนกรีตนิพนธ์ ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการใช้คอนกรีตกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ซึ่งถูกพิสูจน์ให้เป็นรูปธรรมผ่าน “5 Points of Architecture” ของ เลอกอร์บูซีเย (Le Corbusier) สถาปนิกผู้ใช้คอนกรีตสร้างสถาปัตยกรรมที่คลุมเครือกับประติมากรรมในงาน วีลาซาวัว (Villa Savoye) ประเทศฝรั่งเศส การใช้คอนกรีตในงานสถาปัตยกรรมของเขา เผยถึงการให้สถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการดึงแสงธรรมชาติเข้ามายังสเปซภายในได้มากกว่าสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก โดยสร้างผนังที่มีหน้าต่างยาว (Ribbon window) ไปพร้อมกับรูปด้านอิสระ (Free Facades) และยังยกตัวสถาปัตยกรรมให้สูงขึ้นจากพื้นดินด้วยเสาลอยทำให้เกิดการระบายอากาศที่ดี อาคารดูเบาขึ้น ซึ่งต่างจากบ้านในยุคนั้นที่ก่อสร้างติดดิน 

ภาพ: อาคารรัฐสภาที่จัณฑีครห์ อินเดีย โดย เลอ คอร์บูซิเยร์

       จวบจนยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงท้ายของชีวิตคอร์บูซิเยร์ การใช้คอนกรีตในงานสถาปัตยกรรมของเขาได้มุ่งสู่สถาปัตยกรรมที่มากกว่าประโยชน์ใช้สอย แต่เป็นลักษณะการออกแบบที่หนาหนักมากขึ้นแบบ Brutalism และยังมุ่งเข้าหาความงามของสถาปัตยกรรมที่เป็นประติมากรรมมากขึ้น อย่างเช่นงานโบสถ์น็อทร์ดามดูว์โอ (Notre Dame du Haut) ที่รงช็อง ประเทศฝรั่งเศส พื้นผิวของงานนี้มีความพิเศษที่เป็นคอนกรีตขรุขระ รูปทรงเป็นประติมากรรมแบบนามธรรม คล้ายกับงานยุคเดียวกันของคอร์บูซิเยร์ที่เมืองจัณฑีครห์ ประเทศอินเดีย งานเหล่านี้มีความเป็นประติมากรรมคอนกรีตสูง พื้นผิวคอนกรีตถูกออกแบบให้เห็นเสี้ยนจากไม้แบบอย่างชัดเจน ไร้การปกปิดร่องรอยพร้อมกับจงใจให้คอนกรีตมีคราบจากกาลเวลา

ภาพ: อาคารบริติชเคานซิลเก่า โดย สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา

ภาพ: ผนังคอนกรีตเปลือยของอาคารฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย องอาจ สาตรพันธุ์

       แนวคิดการใช้คอนกรีตเป็นวัสดุหลักพร้อมกับทำพื้นผิว ส่งอิทธิพลอย่างมากต่อสถาปนิกในการสร้างสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากคอร์บูซิเยร์ในไทยช่วง 2510 ซึ่งตรงกับช่วงปลายสมัยใหม่ อย่างเช่น สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา และองอาจ สาตรพันธุ์ พื้นผิวของงานคอนกรีตในไทย พื้นผิวจะแสดงร่องรอยของไม้แบบอย่างชัดเจน การทำคอนกรีตให้บิดพริ้วโค้งเป็นประติมากรรมในไทยได้รับความนิยมในสถาปัตยกรรมปลายสมัยใหม่ เราจะพบกับสถาปัตยกรรมที่ต่อต้านแรงโน้มถ่วงเป็นแผ่นบาง อย่างเช่น คุรุสัมนาคาร มหาวิทยาเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จ.นครราชสีมา ออกแบบสถาปัตยกรรมโดย วทัญญู ณ ถลาง และ นคร ศรีวิจารณ์ โดยมีวิศวกรโครงสร้าง คือ ม.ร.ว.จาตุรสีสาย ชุมพล งานสถาปัตยกรรมคอนกรีตที่สร้างในยุค 2510-2520 จึงเต็มไปด้วยการแสดงถึงหลากเทคนิคก่อสร้างของเนื้อคอนกรีตที่เป็นไปตามแบบหล่อราวกับหินเหลวปั้นได้

ภาพ: ผนังคอนกรีตเปลือยที่เรือนศิลปิน มหาวิทยาลัยมหิดล ออกแบบโดยต้นศิลป์ สตูดิโอ

ภาพ: คุรุสัมนาคาร มหาวิทยาเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จ.นครราชสีมา ออกแบบสถาปัตยกรรมโดย วทัญญู ณ ถลาง และ นคร ศรีวิจารณ์ โดยมีวิศวกรโครงสร้าง คือ ม.ร.ว.จาตุรสีสาย ชุมพล

       ในโลกปัจจุบันหากเอ่ยถึงสถาปัตยกรรมคอนกรีต ภาพแรกที่คุ้นชินและชวนให้นึกถึงคือสถาปัตยกรรมคอนกรีตของ Tadao  Ando สถาปนิกชาวญี่ปุ่น ที่ใช้ผนังคอนกรีตเปลือย (Exposed Concrete) ที่มีร่องรอยของแบบหล่อเป็นช่องกริดและรอยสกรูบนผิวคอนกรีตอันเกิดจากแบบหล่อจนเป็นเอกลักษณ์ ทำให้สถาปนิกที่อยากสร้างผนังคอนกรีตเปลือยต่างหาเทคนิคการสร้างผนังแบบนี้ ไม่เว้นแม้แต่เหล่าสถาปนิกไทย แต่การจะสร้างสถาปัตยกรรมคอนกรีตที่ใช้ผนังคอนกรีตเปลือย ต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณที่สูงกว่าปรกติ แต่แน่นอนที่เสน่ห์ของคอนกรีตเปลือยยังสร้างความรัญจวนใจแก่สถาปนิกในบ้านเราเสมอมา

       และแม้ว่าจะมีวัสดุที่หลากหลายมากขึ้น คอนกรีตนิพนธ์ก็ยังคงดำเนินต่อไป


ขอขอบคุณแหล่งที่มาอ้างอิง
Catherine Croft."Concrete Architecture".London : Laureence King Pub., 2004

ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ