View : 1136

ธรรมชาติ กับ สถาปัตยกรรม

การออกแบบให้สถาปัตยกรรมน้อมเข้าหาธรรมชาติเป็นคำตอบที่เหมาะสมกับประเทศแถบเมืองร้อน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้บนอาคาร หรือการทำ Green Roof โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับสภาพของแต่ละถิ่นที่

       “ผู้ที่หวังความชุ่มชื่นจากต้นไม้ แต่ไม่อยากรดน้ำ เป็นคนที่คบหาได้ยากยิ่ง”

       ประโยคนี้เป็นหนึ่งในข้อความขนาดยาวจากจดหมายสถาปนิกถึงผู้บริหารที่มีอำนาจการตัดสินใจอนุมัติโครงการอาคารเรียนระดับรางวัล ข้อความนี้เกิดขึ้นเมื่อการออกแบบมาถึงการพิจารณาแบบอาคารเรียนคณะเศรษฐศาสตร์  ในแบบที่นำเสนอนั้นมีต้นไม้ครอบคลุมอยู่ภายในโถงกลางของอาคาร แต่กลับถูกทักท้วงว่าจะเป็นปัญหาในการบำรุงรักษา

       ข้อความนี้แสดงถึงอะไร? มนุษย์เราชอบอยู่กับธรรมชาติจริงหรือ?

ภาพ: ความร่มรื่นจากต้นไม้ในคอร์ตที่ อาคารปฏิบัติการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกแบบโดยบริษัท ต้นศิลป์ สตูดิโอ จำกัด

       ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่ายของมันเอง เหมือนที่อาคารเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ เพราะทุกอาคารต้องการบำรุงรักษาไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้จนเกิดความทรุดโทรม ยิ่งเมื่อมีการนำธรรมชาติเข้ามายังภายในเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี เมื่อเราสร้างสถาปัตยกรรม เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเราได้ทำลายธรรมชาติลงไปเช่นกัน เมื่อต้องทำลายทรัพยากรแล้ว เราควรใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด โดยผ่านการคิดอย่างรอบคอบในการบริหารทรัพยากร ให้สถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นสามารถลดการเบียดเบียนโลกให้มากที่สุด สถาปัตยกรรมควรสอดคล้องไปกับสภาพของแต่ละถิ่นที่ ในยุคสมัยใหม่สถาปัตยกรรมที่ตอบโจทย์เวลานั้นคือการสร้างสถาปัตยกรรมที่เรียบ ตอบสนองกับระบบอุตสาหกรรม หรือที่เรียกว่าสถาปัตยกรรมแบบ International Style ซึ่งเหล่าโมเดิร์นนิสม์เชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นสากลไม่ว่าจะอยู่ถิ่นที่ไหนในโลกก็ตาม แม้ว่าจะมีความพยายามนำธรรมชาติเข้ามาสู่สถาปัตยกรรมเช่นแนวคิดเรื่อง roof garden ที่ต้องการสร้างธรรมชาติให้เข้าถึงภายในตัวบ้าน แต่เมื่อขยายสู่สเกลระดับสาธารณะกลับไม่ได้ผล

       แต่เมื่อเวลาผ่านไปสถาปัตยกรรมแบบ International Style นี้ไม่สามารถตอบสนองโลกที่เปลี่ยนไปสู่ยุคหลังสมัยใหม่ราวปี 1970 ได้ ในช่วงเวลานั้นหลายที่บนโลกได้ตระหนักว่า แนวคิด รูปแบบของอาคารที่เรียบเกลี้ยง ประกอบไปด้วยเหล็ก กระจก เมื่ออยู่ในบริบทของประเทศแถบตะวันตกอาจจะมีความเหมาะสม แต่เมื่อนำรูปแบบนี้มาใช้ในตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบอุษาคเนย์ที่มีสภาพอากาศแบบร้อนชื้น ยิ่งไม่มีความเหมาะสมหรือจำเป็นเลย ด้วยเพราะ International Style เกิดขึ้นในบริบทแบบเมืองหนาว แสงแดดน้อย ผิดกับแถบอุษาคเนย์ที่มากด้วยแสงอาทิตย์ การเลือกใช้รูปแบบที่ต้องรับแสงเข้ามามากยิ่งจะทำให้เราใช้ทรัพยากรมากและเบียดเบียนธรรมชาติมากขึ้น การนำรูปแบบของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่มาใช้ในบ้านเราจึงต้องมีการปรับอย่างมากให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย เช่นการออกแบบให้มีการหลบความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่จัดจ้ากว่าประเทศทางตะวันตก ดังที่เราจะพบกับแนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรมในปัจจุบันที่อิงหาธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ กัน

ภาพ: การใช้น้ำผสมกับสวนในระเบียงตึกสูง ช่วยดึงธรรมชาติเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ออกแบบโดยสถาบันอาศรมศิลป์ และบริษัท แปลน สตูดิโอ จำกัด

       หากว่าสถาปัตยกรรมคือสะพานเชื่อมบริบท และบริบทที่สำคัญคือธรรมชาติ แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีมากมายแค่ไหนก็ตาม การออกแบบให้สถาปัตยกรรมน้อมเข้าหาธรรมชาติของเมืองร้อนจึงเป็นคำตอบที่เหมาะสมกับยุคสมัย แนวทางนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบอาคารหลากหลายขนาดเพื่อที่จะทำให้โลกเราน่าอยู่ขึ้น วิธีการใช้ธรรมชาติเข้ามาอยู่ร่วมกับสถาปัตยกรรม แนวการเชื่อมบริบทอีกแนวสำหรับงานร่วมสมัยในเขตร้อนจึงนิยมแทรกธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร แม้ว่าจะเป็นอาคารสูงก็ตาม

ภาพ: ต้นไม้ใหญ่ช่วยสร้างร่มเงาและสร้างชีวิตให้กับส่วนที่ไม่ติดดินของสหกรณ์ออมทรัพย์กรมป่าไม้ ออกแบบโดยสถาบันอาศรมศิลป์

       วิธีหนึ่งที่นิยมให้ธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมคือการปลูกต้นไม้บนอาคาร วิธีนี้ต้นไม้จะเติบโตไปพร้อมกับสถาปัตยกรรม ผลลัพธ์ที่ได้คือร่มเงาจากกิ่งใบของต้นไม้ใหญ่ เงาที่ทาบนี้จะช่วยลดความร้อนเข้าสู่อาคารได้อย่างง่าย การเตรียมพื้นที่คือกระบะปลูกต้นไม้ลึก 1.50 เมตรขึ้นไป แต่จะเกิดความรู้สึกดีกับผู้ได้พบสีเขียวจากธรรมชาติอย่างคุ้มค่า

ภาพ: รายละเอียดของหลังคากรีนรูฟ

ภาพ: หลังคาเขียวและผนังคอนกรีตเปลือยด้วยแบบหล่อไผ่ ที่ Naman Retreat Resort ออกแบบโดย Vo Trong Nghia Architects.

       อีกวิธีหนึ่งที่นิยม คือการใช้หลังคาเป็นพื้นหญ้า หรือติดปากเรียกว่ากรีนรูฟ (Green Roof) วิธีนี้จะได้หลังคาที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวนเพราะความหนาของพื้นที่ใช้ปลูกหญ้า และดินที่ปลูกหญ้าจะอุ้มความร้อนไว้ก่อนถ่ายเทสู่ภายในอาคาร วิธีนี้ควรเตรียมพื้นที่ให้สามารถรองรับน้ำหนักของดิน และออกแบบให้หลังคาที่มีความลึกอย่างน้อย 30 เซนติเมตร

       ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน ควรปล่อยให้อาคารมีสเปซสำหรับธรรมชาติเข้ามาไหลเวียนอย่างเต็มที่ ให้แสง ลม เข้ามาสังสรรค์จนเกิดความรื่นรมย์ ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่ายของมันเอง อยู่ที่เราเลือกว่าจะจ่ายแบบไหนกัน


ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลอ้างอิง:
นิตยสาร สารคดี ปีที่ 29 ฉบับที่ 337 มีนาคม 2556.Green Architecture สถาปัตยกรรมสีเขียว




 

ธรรมชาติ กับ สถาปัตยกรรม

การออกแบบให้สถาปัตยกรรมน้อมเข้าหาธรรมชาติเป็นคำตอบที่เหมาะสมกับประเทศแถบเมืองร้อน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้บนอาคาร หรือการทำ Green Roof โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับสภาพของแต่ละถิ่นที่

       “ผู้ที่หวังความชุ่มชื่นจากต้นไม้ แต่ไม่อยากรดน้ำ เป็นคนที่คบหาได้ยากยิ่ง”

       ประโยคนี้เป็นหนึ่งในข้อความขนาดยาวจากจดหมายสถาปนิกถึงผู้บริหารที่มีอำนาจการตัดสินใจอนุมัติโครงการอาคารเรียนระดับรางวัล ข้อความนี้เกิดขึ้นเมื่อการออกแบบมาถึงการพิจารณาแบบอาคารเรียนคณะเศรษฐศาสตร์  ในแบบที่นำเสนอนั้นมีต้นไม้ครอบคลุมอยู่ภายในโถงกลางของอาคาร แต่กลับถูกทักท้วงว่าจะเป็นปัญหาในการบำรุงรักษา

       ข้อความนี้แสดงถึงอะไร? มนุษย์เราชอบอยู่กับธรรมชาติจริงหรือ?

ภาพ: ความร่มรื่นจากต้นไม้ในคอร์ตที่ อาคารปฏิบัติการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกแบบโดยบริษัท ต้นศิลป์ สตูดิโอ จำกัด

       ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่ายของมันเอง เหมือนที่อาคารเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ เพราะทุกอาคารต้องการบำรุงรักษาไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้จนเกิดความทรุดโทรม ยิ่งเมื่อมีการนำธรรมชาติเข้ามายังภายในเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี เมื่อเราสร้างสถาปัตยกรรม เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเราได้ทำลายธรรมชาติลงไปเช่นกัน เมื่อต้องทำลายทรัพยากรแล้ว เราควรใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด โดยผ่านการคิดอย่างรอบคอบในการบริหารทรัพยากร ให้สถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นสามารถลดการเบียดเบียนโลกให้มากที่สุด สถาปัตยกรรมควรสอดคล้องไปกับสภาพของแต่ละถิ่นที่ ในยุคสมัยใหม่สถาปัตยกรรมที่ตอบโจทย์เวลานั้นคือการสร้างสถาปัตยกรรมที่เรียบ ตอบสนองกับระบบอุตสาหกรรม หรือที่เรียกว่าสถาปัตยกรรมแบบ International Style ซึ่งเหล่าโมเดิร์นนิสม์เชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นสากลไม่ว่าจะอยู่ถิ่นที่ไหนในโลกก็ตาม แม้ว่าจะมีความพยายามนำธรรมชาติเข้ามาสู่สถาปัตยกรรมเช่นแนวคิดเรื่อง roof garden ที่ต้องการสร้างธรรมชาติให้เข้าถึงภายในตัวบ้าน แต่เมื่อขยายสู่สเกลระดับสาธารณะกลับไม่ได้ผล

       แต่เมื่อเวลาผ่านไปสถาปัตยกรรมแบบ International Style นี้ไม่สามารถตอบสนองโลกที่เปลี่ยนไปสู่ยุคหลังสมัยใหม่ราวปี 1970 ได้ ในช่วงเวลานั้นหลายที่บนโลกได้ตระหนักว่า แนวคิด รูปแบบของอาคารที่เรียบเกลี้ยง ประกอบไปด้วยเหล็ก กระจก เมื่ออยู่ในบริบทของประเทศแถบตะวันตกอาจจะมีความเหมาะสม แต่เมื่อนำรูปแบบนี้มาใช้ในตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบอุษาคเนย์ที่มีสภาพอากาศแบบร้อนชื้น ยิ่งไม่มีความเหมาะสมหรือจำเป็นเลย ด้วยเพราะ International Style เกิดขึ้นในบริบทแบบเมืองหนาว แสงแดดน้อย ผิดกับแถบอุษาคเนย์ที่มากด้วยแสงอาทิตย์ การเลือกใช้รูปแบบที่ต้องรับแสงเข้ามามากยิ่งจะทำให้เราใช้ทรัพยากรมากและเบียดเบียนธรรมชาติมากขึ้น การนำรูปแบบของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่มาใช้ในบ้านเราจึงต้องมีการปรับอย่างมากให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย เช่นการออกแบบให้มีการหลบความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่จัดจ้ากว่าประเทศทางตะวันตก ดังที่เราจะพบกับแนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรมในปัจจุบันที่อิงหาธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ กัน

ภาพ: การใช้น้ำผสมกับสวนในระเบียงตึกสูง ช่วยดึงธรรมชาติเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ออกแบบโดยสถาบันอาศรมศิลป์ และบริษัท แปลน สตูดิโอ จำกัด

       หากว่าสถาปัตยกรรมคือสะพานเชื่อมบริบท และบริบทที่สำคัญคือธรรมชาติ แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีมากมายแค่ไหนก็ตาม การออกแบบให้สถาปัตยกรรมน้อมเข้าหาธรรมชาติของเมืองร้อนจึงเป็นคำตอบที่เหมาะสมกับยุคสมัย แนวทางนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบอาคารหลากหลายขนาดเพื่อที่จะทำให้โลกเราน่าอยู่ขึ้น วิธีการใช้ธรรมชาติเข้ามาอยู่ร่วมกับสถาปัตยกรรม แนวการเชื่อมบริบทอีกแนวสำหรับงานร่วมสมัยในเขตร้อนจึงนิยมแทรกธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร แม้ว่าจะเป็นอาคารสูงก็ตาม

ภาพ: ต้นไม้ใหญ่ช่วยสร้างร่มเงาและสร้างชีวิตให้กับส่วนที่ไม่ติดดินของสหกรณ์ออมทรัพย์กรมป่าไม้ ออกแบบโดยสถาบันอาศรมศิลป์

       วิธีหนึ่งที่นิยมให้ธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมคือการปลูกต้นไม้บนอาคาร วิธีนี้ต้นไม้จะเติบโตไปพร้อมกับสถาปัตยกรรม ผลลัพธ์ที่ได้คือร่มเงาจากกิ่งใบของต้นไม้ใหญ่ เงาที่ทาบนี้จะช่วยลดความร้อนเข้าสู่อาคารได้อย่างง่าย การเตรียมพื้นที่คือกระบะปลูกต้นไม้ลึก 1.50 เมตรขึ้นไป แต่จะเกิดความรู้สึกดีกับผู้ได้พบสีเขียวจากธรรมชาติอย่างคุ้มค่า

ภาพ: รายละเอียดของหลังคากรีนรูฟ

ภาพ: หลังคาเขียวและผนังคอนกรีตเปลือยด้วยแบบหล่อไผ่ ที่ Naman Retreat Resort ออกแบบโดย Vo Trong Nghia Architects.

       อีกวิธีหนึ่งที่นิยม คือการใช้หลังคาเป็นพื้นหญ้า หรือติดปากเรียกว่ากรีนรูฟ (Green Roof) วิธีนี้จะได้หลังคาที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวนเพราะความหนาของพื้นที่ใช้ปลูกหญ้า และดินที่ปลูกหญ้าจะอุ้มความร้อนไว้ก่อนถ่ายเทสู่ภายในอาคาร วิธีนี้ควรเตรียมพื้นที่ให้สามารถรองรับน้ำหนักของดิน และออกแบบให้หลังคาที่มีความลึกอย่างน้อย 30 เซนติเมตร

       ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน ควรปล่อยให้อาคารมีสเปซสำหรับธรรมชาติเข้ามาไหลเวียนอย่างเต็มที่ ให้แสง ลม เข้ามาสังสรรค์จนเกิดความรื่นรมย์ ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่ายของมันเอง อยู่ที่เราเลือกว่าจะจ่ายแบบไหนกัน


ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลอ้างอิง:
นิตยสาร สารคดี ปีที่ 29 ฉบับที่ 337 มีนาคม 2556.Green Architecture สถาปัตยกรรมสีเขียว




 

ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ