View : 8005

       การแบ่งพื้นที่ระหว่างภายนอกและภายในที่เราพบเห็นกันได้ทั่วไปคือผนังทึบจากวัสดุต่างๆ เช่นผนังก่ออิฐฉาบปูน หรือผนังเบาจากโครงคร่าวและแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ หากต้องการแสงให้ลอดผ่านเข้ามาได้จะนิยมใช้วัสดุโปร่งแสงอย่างเช่น กระจกฝ้า กระจกใส หรือวัสดุตามที่สถาปนิกออกแบบ ซึ่งปัจจุบันมีวัสดุให้เลือกมากมายรายรอบตัวที่อาจเป็นหนึ่งในคำตอบสำหรับการปิดกั้นแต่ไม่ปิดบัง

       บริเวณหน้าคณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต หรือตึก 8 ซึ่งเดิมเป็นลานจอดรถ แต่ต้องการปรับเป็นพื้นที่สำหรับแกลเลอรี่แสดงผลงานศิลปะ การออกแบบของนักศึกษาคณะศิลปะและการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะดิจิทัลอาร์ต ปัจจุบันลานจอดรถนี้กลายเป็นอาคาร “พัฒนาแกลเลอรี่” อาคารสีดำทะมึนตั้งคร่อมทางเข้าตึก 8 ซึ่งออกแบบโดย Studiomake จุดประสงค์ของสถาปนิกคือ ต้องการให้พัฒนาแกลเลอรี่เป็นทางเข้าพร้อมกับเป็นจุดหมายตาใหม่ของมหาวิทยาลัยรังสิต กิจกรรมภายในจึงลื่นไหลไปตามสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ทั้งการแสดงผลงานการออกแบบต่างๆ จนถึงการสัญจรที่มีทั้งแนวราบและแนวดิ่ง และสามารถขึ้นไปยังชั้นบนของอาคารโดยไม่ต้องผ่านลิฟท์ภายในตึก 8 เอง

       วัสดุที่สถาปนิกเลือกใช้ส่วนใหญ่คือแผ่นตะแกรงเหล็กฉีก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคำตอบเรื่องเปลือกที่กั้นระหว่างภายนอกและภายในอาคาร อาคารอื่นมักใช้ตะแกรงเหล็กฉีกโดยมีจุดประสงค์ให้เป็นส่วนเปลือกภายนอก หรือให้ไม้เลื้อยปีนปกคลุมบ้าง จึงนิยมใช้เป็นตะแกรงเหล็กฉีกแบบชั้นเดียว แต่ที่พัฒนาแกลเลอรี่จะมีรายละเอียดที่พิเศษกว่าอาคารอื่นคือ ใช้เป็นผนังตะแกรงเหล็กฉีกซ้อนกันสองชั้นแบบ Double Skin โดยชั้นนอกเป็นตะแกรงเหล็กฉีกอบสีดำ ชั้นในเป็นตะแกรงเหล็กฉีกอบสีขาว ระยะห่างระหว่างแผ่นเหล็กฉีกคือ 15 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะที่วางแล้วมีการเหลื่อมกันของวัสดุอย่างน่าสนใจ ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดทำให้เปลือกอาคารมีความไม่ชัดเจน พร่าเลือน พร้อมกับเคลื่อนไหวตามจังหวะการมองเข้ามายังภายในหรือมองออกจากภายในอาคาร ก่อเกิดมุมมองหลากหลายต่อ facade ที่แม้จะเป็นมุมเดิม แต่เมื่อแสงอาทิตย์ที่มากระทบจะทำให้เกิดมิติจากเงาที่ต่างกันตามแต่ละช่วงวัน หรือแม้แต่ช่วงกลางคืนที่แสงอาทิตย์หมดลง เมื่อภายในอาคารเปิดไฟ แสงจากภายในอาคารจะลอดออกมาผ่านตะแกรงเหล็กฉีกสองชั้นทำให้อาคารดูราวกับเป็นตะเกียงของมหาวิทยาลัยไปในที่สุด
 

ผนังตะแกรงเหล็กฉีกเมื่อมองจากภายในอาคาร

ผนังตะแกรงเหล็กฉีกภายในอาคารจะเป็นแบบอบสีขาว

       แผ่นตะแกรงเหล็กฉีกถูกนำมาติดตั้งอยู่บนเหล็กไวด์แฟลงค์ (Wide Flange) ที่เป็นโครงแนวนอนขนาด 150 x 150 มิลลิเมตร และคั่นด้วยเหล็กกล่องขนาด 125 x 75 x 3.2 มิลลิเมตร รายละเอียดการติดตั้งของวัสดุนั้น สถาปนิกได้ออกแบบให้เห็นรอยต่อแต่ละส่วนอย่างไม่ปิดบัง ดูดิบและมีเสน่ห์แบบเครื่องกลในคราวเดียวกัน อย่างเช่นการใช้เหล็กประกับตัว L เพื่อยึดตะแกรงเหล็กฉีกเข้ากับเหล็กประกับตัว C และยึดเข้ากับโครงเหล็กกล่องขนาด 125 x 75 x 3.2 มิลลิเมตรในแนวตั้งเข้าด้วยกัน

       นอกจากนี้ยังมีการออกแบบรายละเอียดในส่วนเล็กๆ น้อยๆ แบบลงดีเทล เพื่อการใช้งานที่สะดวกมากขึ้น เช่น การออกแบบให้ส่วนจมูกบันไดมีร่องระบายน้ำขนาดเล็กเป็นรางแคบยาวขนานตามหน้าบันไดเพื่อการระบายน้ำฝนในกรณีที่ฝนสาดหนักเพราะตัวอาคารมีลักษณะเปิดโล่ง และยังคิดถึงการระบายอากาศไปพร้อมกับการป้องกันความร้อนจากสภาพอากาศด้วยการใช้ผนังเหล็กฉีกเป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีการระบายอากาศ ลมพัดผ่านได้ดี อีกทั้งยังหาวิธีป้องกันความร้อนจากหลังคาคอนกรีตด้านบนสุดซึ่งอมความร้อนมาก โดยสถาปนิกเลือกทำเป็นสวนบนหลังคา (สวนดาดฟ้า) พร้อมกับการใช้พันธุ์ไม้ต่างๆ ปลูกคลุมผืนดาดฟ้าเพื่อให้เกิดร่มเงาพร้อมกับความร่มรื่นเมื่อมองมาจากตึก 8 ตั้งแต่ชั้น 3 ขึ้นไป นอกจากการสร้างสวนดาดฟ้าเพื่อให้เกิดร่มเงากับคอนกรีตพร้อมกับปูทับหน้าคอนกรีตด้วยแผ่นกระเบื้องโซลาร์แสลบ (Solar Slab) อีกชั้น ซึ่งแผ่นกระเบื้องโซลาร์แสลบจะมีลักษณะเป็นแผ่นคล้ายตัว U คว่ำ เมื่อปูทับไปบนหลังคาคอนกรีตแล้วจะเกิดช่องอากาศระหว่างคอนกรีตกับแผ่นกระเบื้องโซลาร์แสลบ ทำให้ลดความร้อนจากการใช้หลังคาคอนกรีตลงได้ พร้อมกันนี้จากการที่ใต้แผ่นกระเบื้องโซลาร์แสลบโล่งจึงสามารถระบายน้ำบนดาดฟ้าได้ดี การใช้วัสดุกับงานนี้นับว่าเป็นอีกอาคารที่ออกแบบให้รายละเอียดมีความดิบและเน้นไปยังการไม่ปิดบังของแต่ละวัสดุอย่างน่าสนใจ
 

เรื่อง: สาโรช พระวงค์

ดีเทลผนังเหล็กฉีก
ตะเกียงยามค่ำคืน
PATANA GALLERY

“ตะแกรงเหล็กฉีก” วัสดุปิดกั้นแต่ไม่ปิดบัง เมื่อนำมาทำเป็นผนังซ้อนกันสองชั้นแบบ Double Skin จะเห็นการเหลื่อมกันของวัสดุ สร้างผลลัพธ์ที่ดูโปร่งแบบไม่ชัดเจน พร้อมกับมีการเคลื่อนไหวไปตามมุมมอง เกิดมิติแตกต่างตามแต่ละช่วงเวลา ยามกลางคืนแสงจากภายในจะลอดผ่านตะแกรงเหล็กฉีกออกมา ทำให้อาคารดูราวกับเป็นตะเกียงของมหาวิทยาลัย 

ผนังตะแกรงเหล็กฉีกที่ทางเข้าอาคาร

บรรยากาศภายในอาคาร PATANA GALLERY

ขยายการติดตั้งการใช้เหล็กประกับผนังตะแกรงเหล็กฉีก

การใช้ผนังตะแกรงเหล็กฉีกช่วยพรางสายตาจากสิ่งที่ต้องการซ่อนได้เช่นกัน

บันไดเหล็ก และภาพขยายบันไดเหล็ก มีรางระบายน้ำเป็นร่องยาวไปตามหน้าบันได

ภาพมุมสูง หลังคาคอนกรีตลดความร้อนด้วยการทำเป็นสวนบนหลังคา

ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก
ภาพ : สาโรช พระวงค์

ข้อมูล :
www.studiomake.com
www.gotarch.com
 

เรื่อง: สาโรช พระวงค์

ดีเทลผนังเหล็กฉีก
ตะเกียงยามค่ำคืน
PATANA GALLERY

“ตะแกรงเหล็กฉีก” วัสดุปิดกั้นแต่ไม่ปิดบัง เมื่อนำมาทำเป็นผนังซ้อนกันสองชั้นแบบ Double Skin จะเห็นการเหลื่อมกันของวัสดุ สร้างผลลัพธ์ที่ดูโปร่งแบบไม่ชัดเจน พร้อมกับมีการเคลื่อนไหวไปตามมุมมอง เกิดมิติแตกต่างตามแต่ละช่วงเวลา ยามกลางคืนแสงจากภายในจะลอดผ่านตะแกรงเหล็กฉีกออกมา ทำให้อาคารดูราวกับเป็นตะเกียงของมหาวิทยาลัย 

ผนังตะแกรงเหล็กฉีกที่ทางเข้าอาคาร

บรรยากาศภายในอาคาร PATANA GALLERY

       การแบ่งพื้นที่ระหว่างภายนอกและภายในที่เราพบเห็นกันได้ทั่วไปคือผนังทึบจากวัสดุต่างๆ เช่นผนังก่ออิฐฉาบปูน หรือผนังเบาจากโครงคร่าวและแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ หากต้องการแสงให้ลอดผ่านเข้ามาได้จะนิยมใช้วัสดุโปร่งแสงอย่างเช่น กระจกฝ้า กระจกใส หรือวัสดุตามที่สถาปนิกออกแบบ ซึ่งปัจจุบันมีวัสดุให้เลือกมากมายรายรอบตัวที่อาจเป็นหนึ่งในคำตอบสำหรับการปิดกั้นแต่ไม่ปิดบัง

       บริเวณหน้าคณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต หรือตึก 8 ซึ่งเดิมเป็นลานจอดรถ แต่ต้องการปรับเป็นพื้นที่สำหรับแกลเลอรี่แสดงผลงานศิลปะ การออกแบบของนักศึกษาคณะศิลปะและการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะดิจิทัลอาร์ต ปัจจุบันลานจอดรถนี้กลายเป็นอาคาร “พัฒนาแกลเลอรี่” อาคารสีดำทะมึนตั้งคร่อมทางเข้าตึก 8 ซึ่งออกแบบโดย Studiomake จุดประสงค์ของสถาปนิกคือ ต้องการให้พัฒนาแกลเลอรี่เป็นทางเข้าพร้อมกับเป็นจุดหมายตาใหม่ของมหาวิทยาลัยรังสิต กิจกรรมภายในจึงลื่นไหลไปตามสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ทั้งการแสดงผลงานการออกแบบต่างๆ จนถึงการสัญจรที่มีทั้งแนวราบและแนวดิ่ง และสามารถขึ้นไปยังชั้นบนของอาคารโดยไม่ต้องผ่านลิฟท์ภายในตึก 8 เอง

       วัสดุที่สถาปนิกเลือกใช้ส่วนใหญ่คือแผ่นตะแกรงเหล็กฉีก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคำตอบเรื่องเปลือกที่กั้นระหว่างภายนอกและภายในอาคาร อาคารอื่นมักใช้ตะแกรงเหล็กฉีกโดยมีจุดประสงค์ให้เป็นส่วนเปลือกภายนอก หรือให้ไม้เลื้อยปีนปกคลุมบ้าง จึงนิยมใช้เป็นตะแกรงเหล็กฉีกแบบชั้นเดียว แต่ที่พัฒนาแกลเลอรี่จะมีรายละเอียดที่พิเศษกว่าอาคารอื่นคือ ใช้เป็นผนังตะแกรงเหล็กฉีกซ้อนกันสองชั้นแบบ Double Skin โดยชั้นนอกเป็นตะแกรงเหล็กฉีกอบสีดำ ชั้นในเป็นตะแกรงเหล็กฉีกอบสีขาว ระยะห่างระหว่างแผ่นเหล็กฉีกคือ 15 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะที่วางแล้วมีการเหลื่อมกันของวัสดุอย่างน่าสนใจ ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดทำให้เปลือกอาคารมีความไม่ชัดเจน พร่าเลือน พร้อมกับเคลื่อนไหวตามจังหวะการมองเข้ามายังภายในหรือมองออกจากภายในอาคาร ก่อเกิดมุมมองหลากหลายต่อ facade ที่แม้จะเป็นมุมเดิม แต่เมื่อแสงอาทิตย์ที่มากระทบจะทำให้เกิดมิติจากเงาที่ต่างกันตามแต่ละช่วงวัน หรือแม้แต่ช่วงกลางคืนที่แสงอาทิตย์หมดลง เมื่อภายในอาคารเปิดไฟ แสงจากภายในอาคารจะลอดออกมาผ่านตะแกรงเหล็กฉีกสองชั้นทำให้อาคารดูราวกับเป็นตะเกียงของมหาวิทยาลัยไปในที่สุด
 

ผนังตะแกรงเหล็กฉีกเมื่อมองจากภายในอาคาร

ผนังตะแกรงเหล็กฉีกภายในอาคารจะเป็นแบบอบสีขาว

ขยายการติดตั้งการใช้เหล็กประกับผนังตะแกรงเหล็กฉีก

การใช้ผนังตะแกรงเหล็กฉีกช่วยพรางสายตาจากสิ่งที่ต้องการซ่อนได้เช่นกัน

       แผ่นตะแกรงเหล็กฉีกถูกนำมาติดตั้งอยู่บนเหล็กไวด์แฟลงค์ (Wide Flange) ที่เป็นโครงแนวนอนขนาด 150 x 150 มิลลิเมตร และคั่นด้วยเหล็กกล่องขนาด 125 x 75 x 3.2 มิลลิเมตร รายละเอียดการติดตั้งของวัสดุนั้น สถาปนิกได้ออกแบบให้เห็นรอยต่อแต่ละส่วนอย่างไม่ปิดบัง ดูดิบและมีเสน่ห์แบบเครื่องกลในคราวเดียวกัน อย่างเช่นการใช้เหล็กประกับตัว L เพื่อยึดตะแกรงเหล็กฉีกเข้ากับเหล็กประกับตัว C และยึดเข้ากับโครงเหล็กกล่องขนาด 125 x 75 x 3.2 มิลลิเมตรในแนวตั้งเข้าด้วยกัน

       นอกจากนี้ยังมีการออกแบบรายละเอียดในส่วนเล็กๆ น้อยๆ แบบลงดีเทล เพื่อการใช้งานที่สะดวกมากขึ้น เช่น การออกแบบให้ส่วนจมูกบันไดมีร่องระบายน้ำขนาดเล็กเป็นรางแคบยาวขนานตามหน้าบันไดเพื่อการระบายน้ำฝนในกรณีที่ฝนสาดหนักเพราะตัวอาคารมีลักษณะเปิดโล่ง และยังคิดถึงการระบายอากาศไปพร้อมกับการป้องกันความร้อนจากสภาพอากาศด้วยการใช้ผนังเหล็กฉีกเป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีการระบายอากาศ ลมพัดผ่านได้ดี อีกทั้งยังหาวิธีป้องกันความร้อนจากหลังคาคอนกรีตด้านบนสุดซึ่งอมความร้อนมาก โดยสถาปนิกเลือกทำเป็นสวนบนหลังคา (สวนดาดฟ้า) พร้อมกับการใช้พันธุ์ไม้ต่างๆ ปลูกคลุมผืนดาดฟ้าเพื่อให้เกิดร่มเงาพร้อมกับความร่มรื่นเมื่อมองมาจากตึก 8 ตั้งแต่ชั้น 3 ขึ้นไป นอกจากการสร้างสวนดาดฟ้าเพื่อให้เกิดร่มเงากับคอนกรีตพร้อมกับปูทับหน้าคอนกรีตด้วยแผ่นกระเบื้องโซลาร์แสลบ (Solar Slab) อีกชั้น ซึ่งแผ่นกระเบื้องโซลาร์แสลบจะมีลักษณะเป็นแผ่นคล้ายตัว U คว่ำ เมื่อปูทับไปบนหลังคาคอนกรีตแล้วจะเกิดช่องอากาศระหว่างคอนกรีตกับแผ่นกระเบื้องโซลาร์แสลบ ทำให้ลดความร้อนจากการใช้หลังคาคอนกรีตลงได้ พร้อมกันนี้จากการที่ใต้แผ่นกระเบื้องโซลาร์แสลบโล่งจึงสามารถระบายน้ำบนดาดฟ้าได้ดี การใช้วัสดุกับงานนี้นับว่าเป็นอีกอาคารที่ออกแบบให้รายละเอียดมีความดิบและเน้นไปยังการไม่ปิดบังของแต่ละวัสดุอย่างน่าสนใจ
 

บันไดเหล็ก และภาพขยายบันไดเหล็ก มีรางระบายน้ำเป็นร่องยาวไปตามหน้าบันได

ภาพมุมสูง หลังคาคอนกรีตลดความร้อนด้วยการทำเป็นสวนบนหลังคา

ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก
ภาพ : สาโรช พระวงค์

ข้อมูล :
www.studiomake.com
www.gotarch.com
 

ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ