View : 876

       ความรักมีทั้งที่เสื่อมทรุดไปตามเวลา และคงอยู่ในวันที่จากไป ความยืนยาวของชีวิตเป็นเรื่องไม่แน่นอน แต่สถาปัตยกรรมที่ก่อจากความรัก บางครั้งยืนยาวกว่าที่คิด เช่นเดียวกับตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี กับตึกแฝดอีกหลังที่เมืองพระตะบอง ประเทศกัมพูชา สองตึกนี้สร้างโดยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เน้นการออกแบบตามสไตล์ โคโลเนียล มีอายุกว่าร้อยปี โดยตึกที่เมืองพระตะบองสร้างขึ้นก่อน เมื่อปี 2447 เพื่อเป็นที่ทำงานของท่านในขณะเป็นเจ้าเมือง ครั้งอยู่ในปกครองของสยาม น่าเสียดายที่หลังจากนั้นฝรั่งเศสได้ยึดพระตะบอง ทำให้ท่านตัดสินใจอพยพผู้คนมาอยู่ที่ปราจีนบุรี และสร้างตึกนี้ขึ้นเพื่อรับเสด็จ ร.5 ในปี 2452 
               
       ที่น่าสนใจคือ ภูมิประเทศพระตะบองกับปราจีนบุรีเหมือนกันตรงที่เป็น "เมืองอกแตก" ที่มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง ซึ่งนั่นอาจเป็นปัจจัยในการตั้งบ้านเรือน
               
       ตึกที่ปราจีนบุรี ท่านได้ว่าจ้างบริษัท โฮวาร์ดเออร์สกิน ในการเขียนแบบและดำเนินการก่อสร้าง วัสดุหลายชิ้นนำเข้าจากต่างประเทศ ยิ่งโครงหลังคาแล้วถือว่าน่าสนใจ เพราะหลังคาปั้นหยามุงกระเบื้องเหลี่ยมลอนเล็ก มีระบุชื่อบริษัทผู้ผลิต ซึ่งตัวโครงสร้างหลังคามียอดโดมด้านบน ติดตั้งแผ่นโลหะบอกทิศทางลมที่เป็นรูปไก่จากต่างประเทศ

       สำหรับตัวอาคารสองชั้น จงใจให้มีหน้าต่าง และประตูบานใหญ่รอบอาคาร เลยไม่แปลกที่พอเข้าไปแทบไม่ต้องเปิดพัดลม เพราะมีลมพัดเย็นสบาย ถ้าใครชอบการแต่งบ้านด้วยลายปูนปั้น ผมว่าที่นี่ไม่ควรพลาด เพราะดูแล้วช่างมีความชำนาญ และน่าจะใช้เวลานานในงานปั้น ดูจากด้านนอกรอบตัวตึก ช่างมีการปั้นลายช่อมะกอก และพวงองุ่นไว้บนประตูและเหนือบานหน้าต่างให้กลมกลืนไม่รุงรังหรือใหญ่จนดูโดดเกินไป
               
       ในความอ่อนช้อยของลายปูนปั้นก็แฝงไว้ด้วยความแข็งแรง โดยเฉพาะเท้าแขนหรือคันทวยที่ยึดระหว่างตัวหลังคากับผนังบ้าน ถ้าเดินดูโดยรอบจะเห็นว่าถี่มาก นั่นถือเป็นความฉลาดของช่างที่ทำให้โครงสร้างหลังคาของตึกนี้ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก แม้จะผ่านเวลามาหลายอายุคน

 

ปูนปั้นเท้าแขนเพิ่มความแข็งแรงให้หลังคา

ซ้าย - หน้าบรรณที่เป็นลายปูนปั้นโดดเด่น                          
ขวา - ช่องลมเหนือบานประตูสลักลวดลายไม้


       ห้องบนชั้นสองยังแบ่งเป็นโถงกลางและห้องปีกซ้าย - ขวา แต่ห้องชั้นบนเน้นความกว้างเพื่อใช้เป็นห้องนอน เพดานค่อนข้างสูง แต่จุดที่ผมชอบมากคือลายดอกไม้บนเพดานของแต่ละห้องชั้นบน ที่จ้างช่างจากต่างประเทศมาวาดด้วยเทคนิคปูนเปียก ทำให้เนื้อสีติดทน ที่สำคัญลวดลายบางอันที่มีความละเอียด เน้นใช้สีอ่อนสลับกับตัวผลลูกไม้ที่เป็นสีแดงสด ถ้าลองแหงนคอมองใกล้ๆ ต้องยอมรับในฝีมือของช่างวาด

       โดยตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ท่านเจ้าพระยาสร้างถวาย ร.5 แต่ไม่ทันเสร็จท่านสวรรคตเสียก่อน แม้จะสร้างเสร็จแล้วท่านเจ้าพระยาเองไม่เคยเข้ามาพำนักในนี้ ด้วยท่านถือว่าตึกแห่งนี้สร้างให้กับในหลวง ตราบจนวาระสุดท้ายของท่านเจ้าพระยาลูกหลานได้นำท่านมาตั้งสวดที่นี่ และต่อมาใช้อาคารนี้เป็นโรงพยาบาลปราจีนบุรี แต่คนไข้หลายคนที่มาใช้นำแผ่นทองมาปิดบนผนังตามความเชื่อ ทำให้ไม่เหมาะสมก่อนที่โรงพยาบาลจะย้ายไปยังตึกใหม่

       ถัดจากตึกที่ปราจีนบุรี ผมได้เดินทางไปยังพระตะบองเพื่อชมตึกต้นแบบที่ท่านเจ้าพระยาเคยพักอาศัย หลังจากพระตะบองถูกปกครองโดยฝรั่งเศส ตึกนี้ถูกใช้เป็นที่ทำการของจังหวัด ซึ่งไม่นานมานี้เจ้าหน้าที่ได้ย้ายไปทำงานที่ตึกใหม่ ทำให้ตึกนี้ต้องปิดไว้ ผมโชคดีที่มีโอกาสได้เข้าชม และคุยกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเคยทำงานในตึกนี้เล่าว่า ด้วยความเก่าของตึกไม่น่าจะมีการลงเสาเข็มเพราะเวลาที่คนมาประชุมในตึกนี้กันมากๆ ตัวตึกจะสั่นไหว แต่สภาพโดยรวมยังถือว่าสมบูรณ์ในเชิงสถาปัตยกรรม

       ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่พระตะบองผมค่อนข้างชอบในความเรียบง่ายของลาย โดยตัวตึกด้านนอกไม่ได้เน้นความอ่อนช้อยเหมือนตึกในไทย แต่จะเน้นการใช้งาน อย่างลายปูนที่เหนือบานหน้าต่างดูง่าย แต่เหมาะเจาะลงตัวกับบานหน้าต่าง ส่วนหลังคาของตึกออกแบบให้ลาดลง ทำให้หน้าบรรณที่เป็นลายปูนปั้นค่อนข้างโดดเด่น เช่นเดียวกับลวดลายตรงขอบบนของผนังติดกับหลังคา มีลายปูนปั้นเหมือนเท้าแขนขนาดเล็กที่เรียงตัวถี่ ซึ่งเพิ่มสีสันของช่องด้วยกระเบื้องดินเผาสี่เหลี่ยม ทำให้มีลวดลายด้านบนน่าสนใจ  

       ด้านข้างตึกนี้มีบันไดเข้าไปยังตัวตึก ส่วนด้านหน้าประตูทางเข้าแม้ไม่ใหญ่นัก แต่มีประตูทางเข้าสามช่อง เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่า ไม่ว่าประตูหรือหน้าต่าง ยังเป็นของเก่าเกือบทั้งหมด ผมค่อนข้างชอบลายกระเบื้องที่นี่ ที่ใช้ประโยชน์ของสีสันได้อย่างน่าสนใจ

       พอเข้าไปด้านใน ชั้นล่างมีโถงกลางและห้องปีกซ้ายขวา แต่ภายในห้องจะดูทึบไปหน่อย ซึ่งบนเพดานมีโคมไฟห้อยระย้า ถ้าเดินไปทางปีกซ้ายด้านหน้าจะมีบันไดไม้ทอดยาวไปยังด้านบน  หัวบันไดมีลายสลักดอกไม้เพื่อให้การจับง่ายขึ้น

       เมื่อไปถึงด้านบน ถ้าเดินรอดประตูไปยังระเบียง มองไปฝั่งตรงข้ามของตึก จะเห็นถนนที่ทอดยาวมาสู่หน้าประตูของบ้าน ซึ่งด้านหน้ามีแม่น้ำตัดผ่าน สมัยนั้นท่านจึงทำสะพานเพื่อให้การเดินทางที่สะดวก ด้านบนนี้น่าจะเป็นห้องนอนสมัยก่อน เพราะเจ้าหน้าที่เล่าว่า แต่ก่อนในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำ ก่อนจะดัดแปลงห้องน้ำดังกล่าวให้เหมาะสมกับการใช้ในสำนักงาน

       ด้านบนนี้มีฝ้าเพดานปิดโครงหลังคาด้านบน ที่เจ้าหน้าที่บอกว่า โครงหลังคาเป็นเหล็กที่นำมาเชื่อมต่อกัน ซึ่งยังมีความทนทานแม้จะผ่านเวลามาอย่างยาวนาน 

       ตึกหลังนี้ก็มีบันไดคนใช้เหมือนตึกก่อน แต่อยู่ทางห้องปีกขวา บันไดนี้เป็นปูนขนาดเล็ก บิดตัวด้วยราวจับเหล็ก น่าสนใจที่ตรงผนังของบันไดมีช่องลมที่เจาะผนังเพื่อให้ลมได้ระบายเข้าออก ตึกหลังนี้ผมชอบทิศทางของแสงที่ลอดเข้ามาผ่านบานประตูไม้มันเงาวับ แล้วมากระทบกับลายกระเบื้องที่สีสันกินขาด ถือเป็นอีกตึกที่น่าประทับใจ แม้จะผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานก็ตาม  

 

เรื่อง: นายแว่นสีชา

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร สถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียล

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กับประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน เน้นการออกแบบตามสไตล์โคโลเนียล การตกแต่งมีรายละเอียดที่ปราณีตงดงาม โครงสร้างและวัสดุบางส่วนยังคงใช้ของเดิมที่มีอายุมากกว่าร้อยปี ทำให้เป็นสถานที่ที่มีคุณค่าและน่าสนใจจวบจนปัจจุบัน

ด้านหน้าตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรที่ปราจีนบุรี

ห้องโถงกลางชั้นล่างเน้นโปร่งสบาย

       ขณะที่ลายปูนปั้นที่สำคัญของตึก อยู่ที่ชั้นสองซึ่งมีระเบียงยื่นออกมา หน้าบรรณด้านบนมีลายปูนปั้นต้นปาล์มในกระถาง ซึ่งตรงโคนเสาตรงนี้จงใจปั้นศีรษะช้างงายาวไว้ที่ต้นเสาด้านหน้า เหมือนกับตึกของท่านที่สร้างไว้ในเมืองพระตะบอง โดยรูปช้างนี้คือสัญลักษณ์ของสยามสมัยนั้น

ผมมีโอกาสเดินไปด้านหลังตึก ที่จัดเป็นสวนในการพักผ่อนต้องสะดุดตากับท่อระบายน้ำฝนจากหลังคา ที่ยังเป็นของเดิมนำเข้าจากต่างประเทศ ที่เด่นคือลายของรางน้ำฝนที่สอดแทรกเอาไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งคนออกแบบฉลาดตรงที่ไม่ให้แย่งความโดดเด่นกับลายปูนปั้น
               
       พอเข้าไปชั้นแรกมีโถงต้อนรับส่วนกลาง และมีห้องด้านปีกซ้ายและขวา แต่ละห้องมีลวดลายกระเบื้องที่แตกต่างกัน ซึ่งลวดลายส่วนใหญ่ยังเป็นของเดิมที่เน้นลายแบบเลขาคณิต ห้องโถงต้อนรับตรงกลางเน้นการเปิดโล่งไปสู่ส่วนด้านหลัง บานประตูไม้แผ่นใหญ่ของที่นี่นอกจากลวดลายที่แกะสลักแล้ว ช่องลมด้านบนถือเป็นงานไม้ที่น่าสนใจในลวดลายรูปโล่ห์กับแจกันดอกไม้ ห้องปีกซ้ายด้านหลังมีบันไดไม้ไปสู่ด้านบน คาดว่าน่าจะเป็นบันไดของคนรับใช้ เพราะห้องปีกด้านขวาส่วนหน้ามีบันไดไม้ที่กว้างกว่า และมีชั้นลอยยื่นออกมาเหมือนรองรับงานต้อนรับ ที่คนสำคัญสามารถปรากฏตัวให้ทุกคนในงานเห็นที่ชั้นลอยนี้ได้

ห้องชั้นบนเน้นเปิดโล่ง

ซ้าย - ท่อระบายน้ำฝนจากหลังคารูปทรงสี่เหลี่ยมแบบของเก่า          
ขวา - ทางเดินด้านหน้าชั้นบนเป็นซุ้มโค้ง

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรที่เมืองพระตะบอง

ประตูเข้าด้านหน้าเน้นลายปูนปั้นเรียบๆ

 หน้าต่างที่ถูกออกแบบการจัดวางอย่างเป็นระเบียบ

ประตูเปิดไปสู่ชั้นลอย

ซ้าย - หน้าต่างที่นี่เน้นวงกบกว้าง ขวา - บันไดคนรับใช้มีช่องลม

เรื่อง: นายแว่นสีชา

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร สถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียล

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กับประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน เน้นการออกแบบตามสไตล์โคโลเนียล การตกแต่งมีรายละเอียดที่ปราณีตงดงาม โครงสร้างและวัสดุบางส่วนยังคงใช้ของเดิมที่มีอายุมากกว่าร้อยปี ทำให้เป็นสถานที่ที่มีคุณค่าและน่าสนใจจวบจนปัจจุบัน

ด้านหน้าตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรที่ปราจีนบุรี

ห้องโถงกลางชั้นล่างเน้นโปร่งสบาย

       ความรักมีทั้งที่เสื่อมทรุดไปตามเวลา และคงอยู่ในวันที่จากไป ความยืนยาวของชีวิตเป็นเรื่องไม่แน่นอน แต่สถาปัตยกรรมที่ก่อจากความรัก บางครั้งยืนยาวกว่าที่คิด เช่นเดียวกับตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี กับตึกแฝดอีกหลังที่เมืองพระตะบอง ประเทศกัมพูชา สองตึกนี้สร้างโดยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เน้นการออกแบบตามสไตล์ โคโลเนียล มีอายุกว่าร้อยปี โดยตึกที่เมืองพระตะบองสร้างขึ้นก่อน เมื่อปี 2447 เพื่อเป็นที่ทำงานของท่านในขณะเป็นเจ้าเมือง ครั้งอยู่ในปกครองของสยาม น่าเสียดายที่หลังจากนั้นฝรั่งเศสได้ยึดพระตะบอง ทำให้ท่านตัดสินใจอพยพผู้คนมาอยู่ที่ปราจีนบุรี และสร้างตึกนี้ขึ้นเพื่อรับเสด็จ ร.5 ในปี 2452 
               
       ที่น่าสนใจคือ ภูมิประเทศพระตะบองกับปราจีนบุรีเหมือนกันตรงที่เป็น "เมืองอกแตก" ที่มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง ซึ่งนั่นอาจเป็นปัจจัยในการตั้งบ้านเรือน
               
       ตึกที่ปราจีนบุรี ท่านได้ว่าจ้างบริษัท โฮวาร์ดเออร์สกิน ในการเขียนแบบและดำเนินการก่อสร้าง วัสดุหลายชิ้นนำเข้าจากต่างประเทศ ยิ่งโครงหลังคาแล้วถือว่าน่าสนใจ เพราะหลังคาปั้นหยามุงกระเบื้องเหลี่ยมลอนเล็ก มีระบุชื่อบริษัทผู้ผลิต ซึ่งตัวโครงสร้างหลังคามียอดโดมด้านบน ติดตั้งแผ่นโลหะบอกทิศทางลมที่เป็นรูปไก่จากต่างประเทศ

       สำหรับตัวอาคารสองชั้น จงใจให้มีหน้าต่าง และประตูบานใหญ่รอบอาคาร เลยไม่แปลกที่พอเข้าไปแทบไม่ต้องเปิดพัดลม เพราะมีลมพัดเย็นสบาย ถ้าใครชอบการแต่งบ้านด้วยลายปูนปั้น ผมว่าที่นี่ไม่ควรพลาด เพราะดูแล้วช่างมีความชำนาญ และน่าจะใช้เวลานานในงานปั้น ดูจากด้านนอกรอบตัวตึก ช่างมีการปั้นลายช่อมะกอก และพวงองุ่นไว้บนประตูและเหนือบานหน้าต่างให้กลมกลืนไม่รุงรังหรือใหญ่จนดูโดดเกินไป
               
       ในความอ่อนช้อยของลายปูนปั้นก็แฝงไว้ด้วยความแข็งแรง โดยเฉพาะเท้าแขนหรือคันทวยที่ยึดระหว่างตัวหลังคากับผนังบ้าน ถ้าเดินดูโดยรอบจะเห็นว่าถี่มาก นั่นถือเป็นความฉลาดของช่างที่ทำให้โครงสร้างหลังคาของตึกนี้ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก แม้จะผ่านเวลามาหลายอายุคน

 

ปูนปั้นเท้าแขนเพิ่มความแข็งแรงให้หลังคา

ซ้าย - หน้าบรรณที่เป็นลายปูนปั้นโดดเด่น                          
ขวา - ช่องลมเหนือบานประตูสลักลวดลายไม้

       ขณะที่ลายปูนปั้นที่สำคัญของตึก อยู่ที่ชั้นสองซึ่งมีระเบียงยื่นออกมา หน้าบรรณด้านบนมีลายปูนปั้นต้นปาล์มในกระถาง ซึ่งตรงโคนเสาตรงนี้จงใจปั้นศีรษะช้างงายาวไว้ที่ต้นเสาด้านหน้า เหมือนกับตึกของท่านที่สร้างไว้ในเมืองพระตะบอง โดยรูปช้างนี้คือสัญลักษณ์ของสยามสมัยนั้น

ผมมีโอกาสเดินไปด้านหลังตึก ที่จัดเป็นสวนในการพักผ่อนต้องสะดุดตากับท่อระบายน้ำฝนจากหลังคา ที่ยังเป็นของเดิมนำเข้าจากต่างประเทศ ที่เด่นคือลายของรางน้ำฝนที่สอดแทรกเอาไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งคนออกแบบฉลาดตรงที่ไม่ให้แย่งความโดดเด่นกับลายปูนปั้น
               
       พอเข้าไปชั้นแรกมีโถงต้อนรับส่วนกลาง และมีห้องด้านปีกซ้ายและขวา แต่ละห้องมีลวดลายกระเบื้องที่แตกต่างกัน ซึ่งลวดลายส่วนใหญ่ยังเป็นของเดิมที่เน้นลายแบบเลขาคณิต ห้องโถงต้อนรับตรงกลางเน้นการเปิดโล่งไปสู่ส่วนด้านหลัง บานประตูไม้แผ่นใหญ่ของที่นี่นอกจากลวดลายที่แกะสลักแล้ว ช่องลมด้านบนถือเป็นงานไม้ที่น่าสนใจในลวดลายรูปโล่ห์กับแจกันดอกไม้ ห้องปีกซ้ายด้านหลังมีบันไดไม้ไปสู่ด้านบน คาดว่าน่าจะเป็นบันไดของคนรับใช้ เพราะห้องปีกด้านขวาส่วนหน้ามีบันไดไม้ที่กว้างกว่า และมีชั้นลอยยื่นออกมาเหมือนรองรับงานต้อนรับ ที่คนสำคัญสามารถปรากฏตัวให้ทุกคนในงานเห็นที่ชั้นลอยนี้ได้

ห้องชั้นบนเน้นเปิดโล่ง

ซ้าย - ท่อระบายน้ำฝนจากหลังคารูปทรงสี่เหลี่ยมแบบของเก่า          
ขวา - ทางเดินด้านหน้าชั้นบนเป็นซุ้มโค้ง


       ห้องบนชั้นสองยังแบ่งเป็นโถงกลางและห้องปีกซ้าย - ขวา แต่ห้องชั้นบนเน้นความกว้างเพื่อใช้เป็นห้องนอน เพดานค่อนข้างสูง แต่จุดที่ผมชอบมากคือลายดอกไม้บนเพดานของแต่ละห้องชั้นบน ที่จ้างช่างจากต่างประเทศมาวาดด้วยเทคนิคปูนเปียก ทำให้เนื้อสีติดทน ที่สำคัญลวดลายบางอันที่มีความละเอียด เน้นใช้สีอ่อนสลับกับตัวผลลูกไม้ที่เป็นสีแดงสด ถ้าลองแหงนคอมองใกล้ๆ ต้องยอมรับในฝีมือของช่างวาด

       โดยตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ท่านเจ้าพระยาสร้างถวาย ร.5 แต่ไม่ทันเสร็จท่านสวรรคตเสียก่อน แม้จะสร้างเสร็จแล้วท่านเจ้าพระยาเองไม่เคยเข้ามาพำนักในนี้ ด้วยท่านถือว่าตึกแห่งนี้สร้างให้กับในหลวง ตราบจนวาระสุดท้ายของท่านเจ้าพระยาลูกหลานได้นำท่านมาตั้งสวดที่นี่ และต่อมาใช้อาคารนี้เป็นโรงพยาบาลปราจีนบุรี แต่คนไข้หลายคนที่มาใช้นำแผ่นทองมาปิดบนผนังตามความเชื่อ ทำให้ไม่เหมาะสมก่อนที่โรงพยาบาลจะย้ายไปยังตึกใหม่

       ถัดจากตึกที่ปราจีนบุรี ผมได้เดินทางไปยังพระตะบองเพื่อชมตึกต้นแบบที่ท่านเจ้าพระยาเคยพักอาศัย หลังจากพระตะบองถูกปกครองโดยฝรั่งเศส ตึกนี้ถูกใช้เป็นที่ทำการของจังหวัด ซึ่งไม่นานมานี้เจ้าหน้าที่ได้ย้ายไปทำงานที่ตึกใหม่ ทำให้ตึกนี้ต้องปิดไว้ ผมโชคดีที่มีโอกาสได้เข้าชม และคุยกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเคยทำงานในตึกนี้เล่าว่า ด้วยความเก่าของตึกไม่น่าจะมีการลงเสาเข็มเพราะเวลาที่คนมาประชุมในตึกนี้กันมากๆ ตัวตึกจะสั่นไหว แต่สภาพโดยรวมยังถือว่าสมบูรณ์ในเชิงสถาปัตยกรรม

       ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่พระตะบองผมค่อนข้างชอบในความเรียบง่ายของลาย โดยตัวตึกด้านนอกไม่ได้เน้นความอ่อนช้อยเหมือนตึกในไทย แต่จะเน้นการใช้งาน อย่างลายปูนที่เหนือบานหน้าต่างดูง่าย แต่เหมาะเจาะลงตัวกับบานหน้าต่าง ส่วนหลังคาของตึกออกแบบให้ลาดลง ทำให้หน้าบรรณที่เป็นลายปูนปั้นค่อนข้างโดดเด่น เช่นเดียวกับลวดลายตรงขอบบนของผนังติดกับหลังคา มีลายปูนปั้นเหมือนเท้าแขนขนาดเล็กที่เรียงตัวถี่ ซึ่งเพิ่มสีสันของช่องด้วยกระเบื้องดินเผาสี่เหลี่ยม ทำให้มีลวดลายด้านบนน่าสนใจ  

       ด้านข้างตึกนี้มีบันไดเข้าไปยังตัวตึก ส่วนด้านหน้าประตูทางเข้าแม้ไม่ใหญ่นัก แต่มีประตูทางเข้าสามช่อง เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่า ไม่ว่าประตูหรือหน้าต่าง ยังเป็นของเก่าเกือบทั้งหมด ผมค่อนข้างชอบลายกระเบื้องที่นี่ ที่ใช้ประโยชน์ของสีสันได้อย่างน่าสนใจ

       พอเข้าไปด้านใน ชั้นล่างมีโถงกลางและห้องปีกซ้ายขวา แต่ภายในห้องจะดูทึบไปหน่อย ซึ่งบนเพดานมีโคมไฟห้อยระย้า ถ้าเดินไปทางปีกซ้ายด้านหน้าจะมีบันไดไม้ทอดยาวไปยังด้านบน  หัวบันไดมีลายสลักดอกไม้เพื่อให้การจับง่ายขึ้น

       เมื่อไปถึงด้านบน ถ้าเดินรอดประตูไปยังระเบียง มองไปฝั่งตรงข้ามของตึก จะเห็นถนนที่ทอดยาวมาสู่หน้าประตูของบ้าน ซึ่งด้านหน้ามีแม่น้ำตัดผ่าน สมัยนั้นท่านจึงทำสะพานเพื่อให้การเดินทางที่สะดวก ด้านบนนี้น่าจะเป็นห้องนอนสมัยก่อน เพราะเจ้าหน้าที่เล่าว่า แต่ก่อนในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำ ก่อนจะดัดแปลงห้องน้ำดังกล่าวให้เหมาะสมกับการใช้ในสำนักงาน

       ด้านบนนี้มีฝ้าเพดานปิดโครงหลังคาด้านบน ที่เจ้าหน้าที่บอกว่า โครงหลังคาเป็นเหล็กที่นำมาเชื่อมต่อกัน ซึ่งยังมีความทนทานแม้จะผ่านเวลามาอย่างยาวนาน 

       ตึกหลังนี้ก็มีบันไดคนใช้เหมือนตึกก่อน แต่อยู่ทางห้องปีกขวา บันไดนี้เป็นปูนขนาดเล็ก บิดตัวด้วยราวจับเหล็ก น่าสนใจที่ตรงผนังของบันไดมีช่องลมที่เจาะผนังเพื่อให้ลมได้ระบายเข้าออก ตึกหลังนี้ผมชอบทิศทางของแสงที่ลอดเข้ามาผ่านบานประตูไม้มันเงาวับ แล้วมากระทบกับลายกระเบื้องที่สีสันกินขาด ถือเป็นอีกตึกที่น่าประทับใจ แม้จะผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานก็ตาม  

 

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรที่เมืองพระตะบอง

ประตูเข้าด้านหน้าเน้นลายปูนปั้นเรียบๆ

 หน้าต่างที่ถูกออกแบบการจัดวางอย่างเป็นระเบียบ

ประตูเปิดไปสู่ชั้นลอย

ซ้าย - หน้าต่างที่นี่เน้นวงกบกว้าง ขวา - บันไดคนรับใช้มีช่องลม

ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ