View : 2126

       อิฐในงานสถาปัตยกรรมไทยอยู่คู่กันมาช้านาน เราจะพบรูปแบบการก่ออิฐที่มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา จวบจนรัตนโกสินทร์ รูปแบบการก่ออิฐในเบื้องต้นนั้นเทคนิคก่อสร้างยังไม่หลากหลายมากนัก จนเมื่อสถาปัตยกรรมเครื่องอิฐเดินทางมาถึงยุคปลายอยุธยาที่มีอิทธิพลการก่อสร้างจากตะวันตกหรือเปอร์เซียเข้ามาร่วมผสม ดังเช่นที่เราสามารถพบกับหลักฐานอย่างวัดกุฎีดาว วัดมเหยงคณ์ ที่อยู่รอบเกาะเมืองอยุธยา ที่ใช้ช่องแสงอาร์คโค้งและโค้งปลายแหลมคล้ายสถาปัตยกรรมโกธิค ซึ่งเรื่องราวของอิฐเหล่านี้ได้ตกทอดมาถึงสยามยุครัตนโกสินทร์
 
       เมื่ออิทธิพลของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้ามามากขึ้น อิฐก็ค่อยๆ หายไปจากงานสถาปัตยกรรมไทย เนื่องด้วยระยะเวลาที่ใช้ในการก่อสร้างนั้นมากกว่าวัสดุสมัยใหม่ อย่างเหล็ก กระจก คอนกรีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทั้งแรงงานฝีมือและแรงงานหลายด้าน ผนังอิฐจึงค่อยๆ หายไปจากสถาปัตยกรรมร่วมสมัย อย่างเช่น การค่อยๆ หายไปของชุมชนทำอิฐในเขตที่ราบลุ่มภาคกลางแถบจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและอ่างทอง และโรงงานทำอิฐ บบก. อุตสาหกรรม ก็เป็นอีกแห่งที่กำลังจะปิดตัวลง

       วิธีที่จะฟื้นชุมชนทำอิฐให้มีลมหายใจอีกครั้ง ด้วยแนวคิดการต่อยอดจากการนำอิฐหลายแสนก้อนมาสร้างสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัย ที่มีการนำอิฐมาใช้อย่างโดดเด่น คือ สถาบันกันตนา ออกแบบโดย Bangkok Project Company ภายใต้การนำของ ผศ.บุญเสริม เปรมธาดา สถาบันกันตนาเป็นโรงเรียนสำหรับการเรียนการสอน โดยเน้นไปที่การผลิตบุคลากรในวงการบันเทิงที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์สูง เพื่อต่อยอดไปยังกันตนาในวงการอนิเมชันหรือภาพยนตร์ 
 

ผนังอิฐฝั่งทางเข้า

ดีเทลการเรียงตัวของอิฐในสถาบันกันตนา

       เมื่อแรกมองเห็นสถาบันกันตนาชวนให้นึกถึงร่องรอยผนังอิฐก่อเป็นลวดบัวโบราณแบบต่างๆ ที่ปูนฉาบได้กระเทาะออกมา แล้วนำผนังนั้นมาวางเรียงเป็นทางเข้าจาก 4 ทิศทาง ผนังเหล่านี้ได้หลั่นตัวเป็นแนวตั้งโดยที่แต่ละระนาบจะมีจังหวะการหลั่นความโค้งแตกต่างกันไปเกือบทุกระนาบ แต่ด้วยจังหวะของวัสดุที่ซ้ำกันทำให้ไม่ได้สังเกตถึงรายละเอียดการออกแบบตรงส่วนนี้เท่าไรนัก การทดลองในช่วงแรก ได้ทดลองก่ออิฐตามเทคนิคโบราณที่ค่อยๆ หลั่นอิฐแต่ละก้อนให้เยื้องกันราว 1 ใน 4 ของก้อนตามความสามารถของวัสดุแบบการก่ออิฐโบราณ แต่การใช้เทคนิคเดิมเพียงอย่างเดียวกลับประสบปัญหาเรื่องความแข็งแรง สถาปนิกจึงได้สร้างผนังอิฐเหล่านี้ด้วยวิธีการใหม่จากการสร้างบ่าคอนกรีตเสริมเหล็กภายในพร้อมกับโครงสร้างเหล็กภายใน จากนั้นจึงได้ผลลัพธ์เป็นผนังที่แข็งแรงขึ้นจนเกิดความโค้งของผนังที่หลากหลาย

       ผลจากการใช้เทคนิคใหม่นี้ ช่วยให้การเจาะช่องแสงเป็นอิสระมากขึ้น หากเป็นสถาปัตยกรรมเครื่องอิฐเพียงอย่างเดียว การเจาะช่องจะทำได้แบบแคบเล็กยาว หรือต้องก่อโค้งเพื่อถ่ายแรงรอบช่องแสงทั้งสองด้าน แต่เมื่อมีโครงสร้างเหล็กผสมกับคอนกรีตเสริมเหล็ก จึงทำให้ผนังหลายส่วนสามารถเจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยมได้กว้างมากขึ้น หรือเปิดช่องแสงของผนังบางระนาบได้หลายจุดในแบบที่ผนังก่ออิฐรับน้ำหนักแบบดั้งเดิมทำไม่ได้ หลายช่องกว้างจนสามารถให้คนเข้าไปนั่งได้เลยทีเดียว

       จากเทคนิคอิฐก่อครั้งอยุธยาจนมาถึงร่วมสมัยในรัตนโกสินทร์ จะถูกสถาปนิก ช่างรุ่นใหม่ต่อยอดภูมิปัญญาได้แค่ไหน คงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป เพราะแม้แต่อิฐก็ยังไม่ได้อยากเป็นแค่อิฐ

 

เรื่อง: สาโรช พระวงค์

ต่อยอดอิฐก่อโบราณ
ด้วยดีเทลใหม่ในสถาบันกันตนา

แนวคิดการนำอิฐหลายแสนก้อนมาสร้างสรรค์เป็นงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ด้วยเทคนิคใหม่ที่ได้ผลลัพธ์เป็นมิติผนังที่แต่ละระนาบมีจังหวะการเรียงตัวของอิฐโค้งหลั่นแตกต่างกัน และยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรง
 

ผนังอิฐก่อโบราณของสถาบันกันตนา

ผนังอิฐภายในทางเดินของสถาบันกันตนา

การเรียงตัวของอิฐที่แต่ละระนาบมีจังหวะการหลั่นโค้งแตกต่างกัน

ผนังอิฐด้านเจาะช่องแสงหลากหลายขนาด

ช่องแสงของผนังบางระนาบก็กว้างพอให้คนเข้าไปนั่งได้

แผนภาพแนวคิดในการออกแบบ
ขอบคุณภาพ : www.archdaily.com

ขยายรายละเอียดผนังก่ออิฐ
ขอบคุณภาพ : www.archdaily.com

รูปตัด
ขอบคุณภาพ : www.archdaily.com  

ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก
ข้อมูล : www.archdaily.com

เรื่อง: สาโรช พระวงค์

ต่อยอดอิฐก่อโบราณ
ด้วยดีเทลใหม่ในสถาบันกันตนา

แนวคิดการนำอิฐหลายแสนก้อนมาสร้างสรรค์เป็นงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ด้วยเทคนิคใหม่ที่ได้ผลลัพธ์เป็นมิติผนังที่แต่ละระนาบมีจังหวะการเรียงตัวของอิฐโค้งหลั่นแตกต่างกัน และยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรง
 

ผนังอิฐก่อโบราณของสถาบันกันตนา

ผนังอิฐภายในทางเดินของสถาบันกันตนา

       อิฐในงานสถาปัตยกรรมไทยอยู่คู่กันมาช้านาน เราจะพบรูปแบบการก่ออิฐที่มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา จวบจนรัตนโกสินทร์ รูปแบบการก่ออิฐในเบื้องต้นนั้นเทคนิคก่อสร้างยังไม่หลากหลายมากนัก จนเมื่อสถาปัตยกรรมเครื่องอิฐเดินทางมาถึงยุคปลายอยุธยาที่มีอิทธิพลการก่อสร้างจากตะวันตกหรือเปอร์เซียเข้ามาร่วมผสม ดังเช่นที่เราสามารถพบกับหลักฐานอย่างวัดกุฎีดาว วัดมเหยงคณ์ ที่อยู่รอบเกาะเมืองอยุธยา ที่ใช้ช่องแสงอาร์คโค้งและโค้งปลายแหลมคล้ายสถาปัตยกรรมโกธิค ซึ่งเรื่องราวของอิฐเหล่านี้ได้ตกทอดมาถึงสยามยุครัตนโกสินทร์
 
       เมื่ออิทธิพลของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้ามามากขึ้น อิฐก็ค่อยๆ หายไปจากงานสถาปัตยกรรมไทย เนื่องด้วยระยะเวลาที่ใช้ในการก่อสร้างนั้นมากกว่าวัสดุสมัยใหม่ อย่างเหล็ก กระจก คอนกรีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทั้งแรงงานฝีมือและแรงงานหลายด้าน ผนังอิฐจึงค่อยๆ หายไปจากสถาปัตยกรรมร่วมสมัย อย่างเช่น การค่อยๆ หายไปของชุมชนทำอิฐในเขตที่ราบลุ่มภาคกลางแถบจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและอ่างทอง และโรงงานทำอิฐ บบก. อุตสาหกรรม ก็เป็นอีกแห่งที่กำลังจะปิดตัวลง

       วิธีที่จะฟื้นชุมชนทำอิฐให้มีลมหายใจอีกครั้ง ด้วยแนวคิดการต่อยอดจากการนำอิฐหลายแสนก้อนมาสร้างสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัย ที่มีการนำอิฐมาใช้อย่างโดดเด่น คือ สถาบันกันตนา ออกแบบโดย Bangkok Project Company ภายใต้การนำของ ผศ.บุญเสริม เปรมธาดา สถาบันกันตนาเป็นโรงเรียนสำหรับการเรียนการสอน โดยเน้นไปที่การผลิตบุคลากรในวงการบันเทิงที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์สูง เพื่อต่อยอดไปยังกันตนาในวงการอนิเมชันหรือภาพยนตร์ 
 

ผนังอิฐฝั่งทางเข้า

ดีเทลการเรียงตัวของอิฐในสถาบันกันตนา

การเรียงตัวของอิฐที่แต่ละระนาบมีจังหวะการหลั่นโค้งแตกต่างกัน

ผนังอิฐด้านเจาะช่องแสงหลากหลายขนาด

       เมื่อแรกมองเห็นสถาบันกันตนาชวนให้นึกถึงร่องรอยผนังอิฐก่อเป็นลวดบัวโบราณแบบต่างๆ ที่ปูนฉาบได้กระเทาะออกมา แล้วนำผนังนั้นมาวางเรียงเป็นทางเข้าจาก 4 ทิศทาง ผนังเหล่านี้ได้หลั่นตัวเป็นแนวตั้งโดยที่แต่ละระนาบจะมีจังหวะการหลั่นความโค้งแตกต่างกันไปเกือบทุกระนาบ แต่ด้วยจังหวะของวัสดุที่ซ้ำกันทำให้ไม่ได้สังเกตถึงรายละเอียดการออกแบบตรงส่วนนี้เท่าไรนัก การทดลองในช่วงแรก ได้ทดลองก่ออิฐตามเทคนิคโบราณที่ค่อยๆ หลั่นอิฐแต่ละก้อนให้เยื้องกันราว 1 ใน 4 ของก้อนตามความสามารถของวัสดุแบบการก่ออิฐโบราณ แต่การใช้เทคนิคเดิมเพียงอย่างเดียวกลับประสบปัญหาเรื่องความแข็งแรง สถาปนิกจึงได้สร้างผนังอิฐเหล่านี้ด้วยวิธีการใหม่จากการสร้างบ่าคอนกรีตเสริมเหล็กภายในพร้อมกับโครงสร้างเหล็กภายใน จากนั้นจึงได้ผลลัพธ์เป็นผนังที่แข็งแรงขึ้นจนเกิดความโค้งของผนังที่หลากหลาย

       ผลจากการใช้เทคนิคใหม่นี้ ช่วยให้การเจาะช่องแสงเป็นอิสระมากขึ้น หากเป็นสถาปัตยกรรมเครื่องอิฐเพียงอย่างเดียว การเจาะช่องจะทำได้แบบแคบเล็กยาว หรือต้องก่อโค้งเพื่อถ่ายแรงรอบช่องแสงทั้งสองด้าน แต่เมื่อมีโครงสร้างเหล็กผสมกับคอนกรีตเสริมเหล็ก จึงทำให้ผนังหลายส่วนสามารถเจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยมได้กว้างมากขึ้น หรือเปิดช่องแสงของผนังบางระนาบได้หลายจุดในแบบที่ผนังก่ออิฐรับน้ำหนักแบบดั้งเดิมทำไม่ได้ หลายช่องกว้างจนสามารถให้คนเข้าไปนั่งได้เลยทีเดียว

       จากเทคนิคอิฐก่อครั้งอยุธยาจนมาถึงร่วมสมัยในรัตนโกสินทร์ จะถูกสถาปนิก ช่างรุ่นใหม่ต่อยอดภูมิปัญญาได้แค่ไหน คงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป เพราะแม้แต่อิฐก็ยังไม่ได้อยากเป็นแค่อิฐ

 

ช่องแสงของผนังบางระนาบก็กว้างพอให้คนเข้าไปนั่งได้

แผนภาพแนวคิดในการออกแบบ
ขอบคุณภาพ : www.archdaily.com

ขยายรายละเอียดผนังก่ออิฐ
ขอบคุณภาพ : www.archdaily.com

รูปตัด
ขอบคุณภาพ : www.archdaily.com  

ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก
ข้อมูล : www.archdaily.com

ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ