View : 4505
เรื่อง: สาโรช พระวงค์

จากอิฐ สู่เรื่องราวที่ว่าด้วยสถาปัตยกรรม “Brick Architecture”

อิฐ วัสดุที่เป็นได้มากกว่าวัสดุผนังหรืองานตกแต่งผิวที่โชว์สัจจะของวัสดุ แต่อิฐยังมีวิวัฒนาการเรื่อยมาจวบจนปัจจุบันที่สร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมด้วยเทคนิคและลูกเล่นต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจ เกิดเป็นผลลัพธ์ที่มากกว่าความสวยงาม แต่สามารถสร้างเรื่องราวและความรู้สึกที่มากล้นเกินคำบรรยาย

       อิฐเป็นวัสดุที่แพร่หลายในโลกของสถาปัตยกรรมตั้งแต่โบราณ ด้วยอิฐทำจากดินซึ่งหาได้ทั่วไป เราจึงพบกับสถาปัตยกรรมที่ก่อรูปด้วยอิฐได้จากทุกมุมโลก กรรมวิธีสามารถประยุกต์ทำได้หลายแบบทั้งอิฐดินดิบ หรือหากต้องการความแข็งแกร่งก็สามารถนำไปผึ่งแล้วนำไปเผาในเตาเผาจนสุก อิฐที่ถูกเผาอย่างถูกวิธีจะมีความแข็งแกร่งมาก จนสามารถเป็นได้มากกว่าแค่วัสดุผนังที่กั้นระหว่างที่ว่างภายในและภายนอก สามารถทำเป็นโครงสร้างในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ สามารถก่อเป็นช่องแสงตรง โค้งแบบอาร์ค จนก่อลึกเข้าไปเป็นช่องแบบโค้งประทุน อิฐจึงเป็นส่วนประกอบของสถาปัตยกรรมที่สำคัญ

ภาพ: การทำอิฐแบบโบราณด้วยการนำดินมาใส่ในแบบ จากนั้นผึ่งเพื่อเตรียมไปเผาในขั้นต่อไป

       สถาปัตยกรรมไทย (ในที่นี้จะเอ่ยถึงไทยที่แปลงมาจากสยาม ซึ่งจะย้อนไปถึงอยุธยา) ใช้อิฐดินเผามาตั้งแต่ยุคสร้างกรุงศรีอยุธยา โดยการก่ออิฐของสถาปัตยกรรมสยามที่พบในเกาะอยุธยาส่วนใหญ่จะเป็นการก่ออิฐแบบสุโขทัย-อู่ทองซึ่งเป็นการก่อในสมัยต้นของสถาปัตยกรรมอยุธยา มีรายละเอียดการก่อคล้ายการก่ออิฐแบบอิงลิชซึ่งมีรูปแบบการก่ออิฐที่มีการวางอิฐในแนวขวาง 1 แถวสลับกับ แนวนอน 1 แถว วางสลับกันไปมา และอีกแบบคือการก่อแบบทวา-อยุธยาเป็นการก่อแบบสมัยอยุธยาตอนกลาง-ปลาย มีรูปแบบการก่ออิฐคล้ายการก่ออิฐแบบเฟลมมิชของตะวันตก ซึ่งจะเยื้อง 1 ใน 4 ของก้อนเสมอ ด้วยเหตุนี้ระบบของสถาปัตยกรรมเครื่องก่อจึงก่อรูปจากเทคนิคก่อสร้างจากความกว้างยาวของอิฐเป็นหลัก จวบจนเมื่อยุคปลายอยุธยาที่มีอิทธิพลการก่ออิฐภายนอกจากตะวันตกหรือเปอร์เชียร์ ที่ทำให้การก่อแบบเป็นโค้งอาร์คเข้ามามีบทบาททำให้รูปแบบการสร้างช่องแสงจากเดิมที่แคบยาวกลายเป็นช่องอาร์คโค้งและโค้งปลายแหลมแบบสถาปัตยกรรมโกธิค เช่น รูปแบบการก่ออิฐที่วัดกุฎีดาว และวัดมเหยงคณ์  

ภาพ: รูปแบบการก่ออิฐแบบเดิมก่อนได้รับอิทธิพลจากตะวันตก นิยมก่อเป็นช่องแคบสูงรูปแบบการก่อคล้ายการก่ออิฐแบบอิงลิช

ภาพ: ผนังอิฐวัดมเหยงค์ ใช้การก่อแบบค่อยเยื้องอิฐ 1 ใน 4 ของก้อนคล้ายการก่ออิฐแบบเฟลมมิช

ภาพ: รูปแบบการก่ออิฐแบบมีอิทธิพลตะวันตกจากยุโรปหรือเปอร์เชีย สามารถก่อเป็นช่องกว้างขึ้น เป็นอาร์คโค้งแบบโกธิค ที่วัดมเหยงคณ์
 

       แต่การใช้อิฐในสถาปัตยกรรมของบ้านเรา นิยมฉาบทับผิวอิฐเนื่องด้วยต้องการความเรียบร้อย แข็งแรง ป้องกันการกัดกร่อนของอิฐจากแดด ลม ฝน จวบจนเมื่ออิทธิพลของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้ามาจากต่างประเทศ จึงได้พบกับสถาปัตยกรรมอิฐที่นำเสนอพื้นผิวหยาบกระด้าง จากการนิยมเปลือยผิวที่มิใช่เพียงเพราะประหยัดปูนฉาบ แต่ด้วยรูปแบบของสถาปัตยกรรมทันสมัยในยุคปลายสมัยใหม่ราวยุค 60 งานยุคนี้นิยมเปลือยผิววัสดุเพื่อให้สถาปัตยกรรมแสดงถึงสัจจะวัสดุอย่างเต็มที่ ทั้งการเปลือยผิวคอนกรีต เปลือยผิวอิฐ อย่างเช่นงานที่ได้รับอิทธิพลจาก Le Corbusier ถึงแม้ว่าจะได้รับอิทธิพลการเปลือยผิวอิฐจากสถาปัตยกรรมสมัยใหม่จากตะวันตกอย่างมาก แต่บ้านเราก็ยังไม่นิยมสร้างสถาปัตยกรรมอิฐเท่าที่ควร เพราะความกังวลในเรื่องการบำรุงรักษา และภาพลักษณ์ที่ดูแข็งกระด้างไม่เรียบร้อย

ภาพ: ผนังวิทยาลัยสถาปัตยกรรมแห่งจัณฑีครห์ อินเดีย เป็นการใช้อิฐอย่างแสดงสัจจะวัสดุ แบบที่นิยมในยุคปลายสมัยใหม่

       จวบจนปัจจุบัน อิฐที่แลดูเป็นวัสดุราคาถูกสามารถขยับตัวเองให้เป็นวัสดุที่ดูมีราคาและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น แม้ว่าทุกวันนี้เรามีเทคโนโลยีด้านโครงสร้างที่ทันสมัยมากกว่าจะให้อิฐเป็นโครงสร้างผนังรับน้ำหนักพร้อมกับโชว์ผิวแบบสัจจะวัสดุ แต่อิฐยังถูกเลือกให้เป็นวัสดุหลักในการสร้างเปลือกหรือเป็นโครงสร้างบางส่วน เพราะความมีเอกลักษณ์ของอิฐที่ดูดิบ หยาบแต่แฝงด้วยความงามที่เป็นมิตร มีสุนทรียะที่นิยมร่องรอยความหยาบแบบงานชาวบ้านมากกว่าผิวของวัสดุสำเร็จรูปจากกระบวนการอุตสาหกรรม 

ภาพ: ผนังอิฐสถาบันกันตนา ใช้การก่อแบบค่อยเยื้องอิฐ 1 ใน 4 ของก้อน

       ผิวของอิฐที่พบในงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยมีทั้งที่เป็นแบบกรุผิวภายนอกเพื่อการประดับ และเป็นการก่อผนังอิฐจริงๆ อย่างเช่นการใช้อิฐจำนวนกว่า 600,000 ก้อนเพื่อมาสร้างเป็นสถาบันกันตนาที่ออกแบบโดย ผศ.บุญเสริม เปรมธาดา ที่ใช้เทคนิคการเยื้องการก่ออิฐโบราณที่ค่อยๆ เหลื่อมไม่เกิน 1 ใน 4 ของก้อน ทำให้เกิดผลลัพธ์ของเงาที่ทาบลงบนผิวอิฐที่มีการไล่ความเข้มจางของเงาอย่างน่าสนใจ สามารถสร้างความรู้สึกถึงโบราณสถานแบบมีกลิ่นอายของอยุธยา ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การย้อนกลับไปหารูปแบบจากอดีต แต่เป็นการต่อยอดเทคนิคเดิมสู่เรื่องราวใหม่ของสถาปัตยกรรมอิฐในบริบทปัจจุบัน นอกจากเทคนิคการก่อให้เกิดรูปแบบของผนังอิฐแล้ว อิฐในงานร่วมสมัยยังสามารถประยุกต์รูปแบบการก่อให้เกิดลูกเล่นใหม่จากความเข้าใจในคุณสมบัติของอิฐ อย่างเช่นการเรียงอิฐสร้างเป็นช่องแสงต่างๆ อย่างการเรียงเป็นรูป หรือ ช่องตีนกา (กากบาทเล็กๆ หลายช่อง) ในงานสตาร์บัค วังน้อย ออกแบบโดยสตูดิโอมิติ ซึ่งสามารถสร้างภาพให้จดจำง่ายและทำให้รู้สึกได้ถึงความโบราณด้วยงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย โดยไม่ได้หยิบยืมภาษาสถาปัตยกรรมจากอดีตเพียงอย่างเดียว หรือการใช้อิฐเทาเรียงเป็นช่องแสงขนาดเล็กเหนือโถงสูงที่ร้านกาแฟ Yellow Submarine เขาใหญ่ ออกแบบโดย Second Floor Architects ที่ให้ช่องแสงขนาดเล็กสามารถปล่อยแสงแดดจากทิศตะวันออก-ตะวันตก เข้ามาสร้างความประทับใจคล้ายนาฬิกาแดดกับผู้ใช้งานได้อย่างน่าสนใจ 

ภาพ: ผนังอิฐที่ใช้การเรียงให้เกิดช่องตีนกา (กากบาทเล็กๆ หลายช่อง) ในงานสตาร์บัค วังน้อย

 ภาพ: ผนังอิฐที่ใช้การเรียงให้เกิดช่องแสงขนาดเล็กที่มีเอกลักษณ์ของร้านกาแฟ Yellow Submarine เขาใหญ่

       เรื่องราวของสถาปัตยกรรมอิฐไม่ได้มีความน่าสนใจเพียงแค่วิวัฒนาการจากสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ปูนฉาบ แต่สามารถสร้างเรื่องราว ความรู้สึกให้กับผู้เข้าใช้ได้เช่นกัน เหมือนกับที่สถาปนิกนามอุโฆษผู้ล่วงลับ หลุยส์ คาห์น ตั้งคำถามกับนักศึกษาในชั้นเรียนว่า “อิฐไม่ได้อยากเป็นแค่อิฐ อิฐอยากเป็นอะไร?”


ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิง:
- เลอนาร์ด โคเรน.วะบิ-ซะบิ สำหรับศิลปิน นักออกแบบ กวี & นักปรัชญา.สวนเงินมีมา.2546
- วิมลสิทธิ์ หรยางกูร, กอบกุล อินทรวิจิตร, ดร.สันติ ฉันทวิลาสวงศ์ และวีระ อินพันทัง , พัฒนาการแนวความคิดและรูปแบบของงานสถาปัตยกรรม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต, สมาคมสถาปนิกสยามฯ, กรุงเทพฯ, 2536
- อนุวิทย์ เจริญศุภกุล. การศึกษาระบบโครงสร้างและระเบียบการก่ออิฐในอาคารโบราณสถาน .วารสารโบราณคดี  ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 .มหาวิทยาลัยศิลปากร.2518
- สาโรช พระวงค์. ‘ผศ.บุญเสริม เปรมธาดา’ กับงานสถาปัตยกรรมเพื่อสังคมและการออกแบบเพื่อแก้ปัญหา เข้าถึงจาก www.creativemove.com/interview/boonserm-premthada/. online เมื่อ 24 ตุลาคม 2555   เข้าถึงเมื่อ 20 มีนาคม 2557

เรื่อง: สาโรช พระวงค์

จากอิฐ สู่เรื่องราวที่ว่าด้วยสถาปัตยกรรม “Brick Architecture”

อิฐ วัสดุที่เป็นได้มากกว่าวัสดุผนังหรืองานตกแต่งผิวที่โชว์สัจจะของวัสดุ แต่อิฐยังมีวิวัฒนาการเรื่อยมาจวบจนปัจจุบันที่สร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมด้วยเทคนิคและลูกเล่นต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจ เกิดเป็นผลลัพธ์ที่มากกว่าความสวยงาม แต่สามารถสร้างเรื่องราวและความรู้สึกที่มากล้นเกินคำบรรยาย

       อิฐเป็นวัสดุที่แพร่หลายในโลกของสถาปัตยกรรมตั้งแต่โบราณ ด้วยอิฐทำจากดินซึ่งหาได้ทั่วไป เราจึงพบกับสถาปัตยกรรมที่ก่อรูปด้วยอิฐได้จากทุกมุมโลก กรรมวิธีสามารถประยุกต์ทำได้หลายแบบทั้งอิฐดินดิบ หรือหากต้องการความแข็งแกร่งก็สามารถนำไปผึ่งแล้วนำไปเผาในเตาเผาจนสุก อิฐที่ถูกเผาอย่างถูกวิธีจะมีความแข็งแกร่งมาก จนสามารถเป็นได้มากกว่าแค่วัสดุผนังที่กั้นระหว่างที่ว่างภายในและภายนอก สามารถทำเป็นโครงสร้างในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ สามารถก่อเป็นช่องแสงตรง โค้งแบบอาร์ค จนก่อลึกเข้าไปเป็นช่องแบบโค้งประทุน อิฐจึงเป็นส่วนประกอบของสถาปัตยกรรมที่สำคัญ

ภาพ: การทำอิฐแบบโบราณด้วยการนำดินมาใส่ในแบบ จากนั้นผึ่งเพื่อเตรียมไปเผาในขั้นต่อไป

       สถาปัตยกรรมไทย (ในที่นี้จะเอ่ยถึงไทยที่แปลงมาจากสยาม ซึ่งจะย้อนไปถึงอยุธยา) ใช้อิฐดินเผามาตั้งแต่ยุคสร้างกรุงศรีอยุธยา โดยการก่ออิฐของสถาปัตยกรรมสยามที่พบในเกาะอยุธยาส่วนใหญ่จะเป็นการก่ออิฐแบบสุโขทัย-อู่ทองซึ่งเป็นการก่อในสมัยต้นของสถาปัตยกรรมอยุธยา มีรายละเอียดการก่อคล้ายการก่ออิฐแบบอิงลิชซึ่งมีรูปแบบการก่ออิฐที่มีการวางอิฐในแนวขวาง 1 แถวสลับกับ แนวนอน 1 แถว วางสลับกันไปมา และอีกแบบคือการก่อแบบทวา-อยุธยาเป็นการก่อแบบสมัยอยุธยาตอนกลาง-ปลาย มีรูปแบบการก่ออิฐคล้ายการก่ออิฐแบบเฟลมมิชของตะวันตก ซึ่งจะเยื้อง 1 ใน 4 ของก้อนเสมอ ด้วยเหตุนี้ระบบของสถาปัตยกรรมเครื่องก่อจึงก่อรูปจากเทคนิคก่อสร้างจากความกว้างยาวของอิฐเป็นหลัก จวบจนเมื่อยุคปลายอยุธยาที่มีอิทธิพลการก่ออิฐภายนอกจากตะวันตกหรือเปอร์เชียร์ ที่ทำให้การก่อแบบเป็นโค้งอาร์คเข้ามามีบทบาททำให้รูปแบบการสร้างช่องแสงจากเดิมที่แคบยาวกลายเป็นช่องอาร์คโค้งและโค้งปลายแหลมแบบสถาปัตยกรรมโกธิค เช่น รูปแบบการก่ออิฐที่วัดกุฎีดาว และวัดมเหยงคณ์  

ภาพ: รูปแบบการก่ออิฐแบบเดิมก่อนได้รับอิทธิพลจากตะวันตก นิยมก่อเป็นช่องแคบสูงรูปแบบการก่อคล้ายการก่ออิฐแบบอิงลิช

ภาพ: ผนังอิฐวัดมเหยงค์ ใช้การก่อแบบค่อยเยื้องอิฐ 1 ใน 4 ของก้อนคล้ายการก่ออิฐแบบเฟลมมิช

ภาพ: รูปแบบการก่ออิฐแบบมีอิทธิพลตะวันตกจากยุโรปหรือเปอร์เชีย สามารถก่อเป็นช่องกว้างขึ้น เป็นอาร์คโค้งแบบโกธิค ที่วัดมเหยงคณ์
 

       แต่การใช้อิฐในสถาปัตยกรรมของบ้านเรา นิยมฉาบทับผิวอิฐเนื่องด้วยต้องการความเรียบร้อย แข็งแรง ป้องกันการกัดกร่อนของอิฐจากแดด ลม ฝน จวบจนเมื่ออิทธิพลของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้ามาจากต่างประเทศ จึงได้พบกับสถาปัตยกรรมอิฐที่นำเสนอพื้นผิวหยาบกระด้าง จากการนิยมเปลือยผิวที่มิใช่เพียงเพราะประหยัดปูนฉาบ แต่ด้วยรูปแบบของสถาปัตยกรรมทันสมัยในยุคปลายสมัยใหม่ราวยุค 60 งานยุคนี้นิยมเปลือยผิววัสดุเพื่อให้สถาปัตยกรรมแสดงถึงสัจจะวัสดุอย่างเต็มที่ ทั้งการเปลือยผิวคอนกรีต เปลือยผิวอิฐ อย่างเช่นงานที่ได้รับอิทธิพลจาก Le Corbusier ถึงแม้ว่าจะได้รับอิทธิพลการเปลือยผิวอิฐจากสถาปัตยกรรมสมัยใหม่จากตะวันตกอย่างมาก แต่บ้านเราก็ยังไม่นิยมสร้างสถาปัตยกรรมอิฐเท่าที่ควร เพราะความกังวลในเรื่องการบำรุงรักษา และภาพลักษณ์ที่ดูแข็งกระด้างไม่เรียบร้อย

ภาพ: ผนังวิทยาลัยสถาปัตยกรรมแห่งจัณฑีครห์ อินเดีย เป็นการใช้อิฐอย่างแสดงสัจจะวัสดุ แบบที่นิยมในยุคปลายสมัยใหม่

       จวบจนปัจจุบัน อิฐที่แลดูเป็นวัสดุราคาถูกสามารถขยับตัวเองให้เป็นวัสดุที่ดูมีราคาและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น แม้ว่าทุกวันนี้เรามีเทคโนโลยีด้านโครงสร้างที่ทันสมัยมากกว่าจะให้อิฐเป็นโครงสร้างผนังรับน้ำหนักพร้อมกับโชว์ผิวแบบสัจจะวัสดุ แต่อิฐยังถูกเลือกให้เป็นวัสดุหลักในการสร้างเปลือกหรือเป็นโครงสร้างบางส่วน เพราะความมีเอกลักษณ์ของอิฐที่ดูดิบ หยาบแต่แฝงด้วยความงามที่เป็นมิตร มีสุนทรียะที่นิยมร่องรอยความหยาบแบบงานชาวบ้านมากกว่าผิวของวัสดุสำเร็จรูปจากกระบวนการอุตสาหกรรม 

ภาพ: ผนังอิฐสถาบันกันตนา ใช้การก่อแบบค่อยเยื้องอิฐ 1 ใน 4 ของก้อน

       ผิวของอิฐที่พบในงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยมีทั้งที่เป็นแบบกรุผิวภายนอกเพื่อการประดับ และเป็นการก่อผนังอิฐจริงๆ อย่างเช่นการใช้อิฐจำนวนกว่า 600,000 ก้อนเพื่อมาสร้างเป็นสถาบันกันตนาที่ออกแบบโดย ผศ.บุญเสริม เปรมธาดา ที่ใช้เทคนิคการเยื้องการก่ออิฐโบราณที่ค่อยๆ เหลื่อมไม่เกิน 1 ใน 4 ของก้อน ทำให้เกิดผลลัพธ์ของเงาที่ทาบลงบนผิวอิฐที่มีการไล่ความเข้มจางของเงาอย่างน่าสนใจ สามารถสร้างความรู้สึกถึงโบราณสถานแบบมีกลิ่นอายของอยุธยา ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การย้อนกลับไปหารูปแบบจากอดีต แต่เป็นการต่อยอดเทคนิคเดิมสู่เรื่องราวใหม่ของสถาปัตยกรรมอิฐในบริบทปัจจุบัน นอกจากเทคนิคการก่อให้เกิดรูปแบบของผนังอิฐแล้ว อิฐในงานร่วมสมัยยังสามารถประยุกต์รูปแบบการก่อให้เกิดลูกเล่นใหม่จากความเข้าใจในคุณสมบัติของอิฐ อย่างเช่นการเรียงอิฐสร้างเป็นช่องแสงต่างๆ อย่างการเรียงเป็นรูป หรือ ช่องตีนกา (กากบาทเล็กๆ หลายช่อง) ในงานสตาร์บัค วังน้อย ออกแบบโดยสตูดิโอมิติ ซึ่งสามารถสร้างภาพให้จดจำง่ายและทำให้รู้สึกได้ถึงความโบราณด้วยงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย โดยไม่ได้หยิบยืมภาษาสถาปัตยกรรมจากอดีตเพียงอย่างเดียว หรือการใช้อิฐเทาเรียงเป็นช่องแสงขนาดเล็กเหนือโถงสูงที่ร้านกาแฟ Yellow Submarine เขาใหญ่ ออกแบบโดย Second Floor Architects ที่ให้ช่องแสงขนาดเล็กสามารถปล่อยแสงแดดจากทิศตะวันออก-ตะวันตก เข้ามาสร้างความประทับใจคล้ายนาฬิกาแดดกับผู้ใช้งานได้อย่างน่าสนใจ 

ภาพ: ผนังอิฐที่ใช้การเรียงให้เกิดช่องตีนกา (กากบาทเล็กๆ หลายช่อง) ในงานสตาร์บัค วังน้อย

 ภาพ: ผนังอิฐที่ใช้การเรียงให้เกิดช่องแสงขนาดเล็กที่มีเอกลักษณ์ของร้านกาแฟ Yellow Submarine เขาใหญ่

       เรื่องราวของสถาปัตยกรรมอิฐไม่ได้มีความน่าสนใจเพียงแค่วิวัฒนาการจากสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ปูนฉาบ แต่สามารถสร้างเรื่องราว ความรู้สึกให้กับผู้เข้าใช้ได้เช่นกัน เหมือนกับที่สถาปนิกนามอุโฆษผู้ล่วงลับ หลุยส์ คาห์น ตั้งคำถามกับนักศึกษาในชั้นเรียนว่า “อิฐไม่ได้อยากเป็นแค่อิฐ อิฐอยากเป็นอะไร?”


ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิง:
- เลอนาร์ด โคเรน.วะบิ-ซะบิ สำหรับศิลปิน นักออกแบบ กวี & นักปรัชญา.สวนเงินมีมา.2546
- วิมลสิทธิ์ หรยางกูร, กอบกุล อินทรวิจิตร, ดร.สันติ ฉันทวิลาสวงศ์ และวีระ อินพันทัง , พัฒนาการแนวความคิดและรูปแบบของงานสถาปัตยกรรม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต, สมาคมสถาปนิกสยามฯ, กรุงเทพฯ, 2536
- อนุวิทย์ เจริญศุภกุล. การศึกษาระบบโครงสร้างและระเบียบการก่ออิฐในอาคารโบราณสถาน .วารสารโบราณคดี  ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 .มหาวิทยาลัยศิลปากร.2518
- สาโรช พระวงค์. ‘ผศ.บุญเสริม เปรมธาดา’ กับงานสถาปัตยกรรมเพื่อสังคมและการออกแบบเพื่อแก้ปัญหา เข้าถึงจาก www.creativemove.com/interview/boonserm-premthada/. online เมื่อ 24 ตุลาคม 2555   เข้าถึงเมื่อ 20 มีนาคม 2557

ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ