View : 483

ทุกครั้งที่ผมได้มีโอกาสเห็นงานออกแบบสถาปัตยกรรมของ Kisho kurokawa ผมมักนึกถึงความคิดทฤษฎีเรื่อง Symbiosis ที่เขาพยายามในปรัชญาศาสนาพุทธมาเป็นแกนความคิด ช่วงเวลาที่ kurokawa ลาจากโลกนี้ไปก็ผ่านไปได้ไม่เนิ่นนานมากนัก ผลงานหลายชิ้นก็คล้ายกับชีวิตเขาที่กำลังเดินทางไปสู่ช่วงบั้นปลาย ซึ่งผลงานชิ้นหนึ่งที่โดดเด่นมากๆ ก็คือ The Nakagin Capsule Tower ผลงานชิ้นเอกของเขา ซึ่งตอนนี้อยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมากและกำลังเสี่ยงที่จะถูกรื้อถอน เนื่องจากที่ดินในย่านนั้นราคาถีบสูงขึ้นไปเรื่อยๆ และตัวอาคารแคปซูลทาวเวอร์ไม่สามารถทำเงินได้มากสักเท่าไหร่นัก การยืนอยู่หน้า Nakagin Capsule Tower ทำให้นึกถึงภาพเมืองอนาคตในแบบการ์ตูน AKIRA ได้ชั่วขณะ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ Sony Tower ที่โอซาก้า ซึ่งถูกทำลายลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
 
ปัญหาทางด้านสุขภาพของเขาในช่วงบั้นปลายของชีวิตนั้น อาจทำให้หลายต่อหลายคนงุนงงไปกับท่าทีและความคิดของ Kurokawa ในตอนนั้น เมื่อข่าวการเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลวของเขาในเดือนตุลาคมปี 2007 เผยแพร่ออกตามสื่อ ข้อสงสัยต่อพฤติกรรมแปลกประหลาดของเขาในช่วงหลังๆ ก็กระจ่างมากขึ้น เหตุผลในการลงเล่นการเมืองก็เพื่อที่จะผลักดันความคิดเห็นทางด้านสถาปัตยกรรมให้เป็นไปได้รวดเร็วที่สุด ในขณะที่เวลาชีวิตสั้นลงเรื่อยๆ หนึ่งในนโยบายที่เขาจะผลักดันสำหรับกรุงโตเกียว คือ การย้ายส่วนราชการออกไป และขายอาคารสำนักงานทางราชการที่ไม่จำเป็นออกไปเสีย ซึ่งอาคารหนึ่งในนั้นก็คือ Tokyo City Hall ในย่านชินจูกุที่ออกแบบโดย Kenzo Tange (บุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งเป็นรากฐานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของญี่ปุ่น อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ของ Kurokawa ด้วย)

โครงหลังคารูปทรง Hyperbolic Paraboloid

ขณะที่ผมกำลังยืนอยู่ในอาคาร Kuala Lumpur International Airport (KLIA) ความรู้สึกที่ได้มายืนอยู่ในงานสถาปัตยกรรมที่ถูกใช้งานมาได้สิบกว่าปีแล้วนั้น ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของเวลา และขณะเดียวกันมันก็ทำให้เห็นอายุขัย ในตัวงานสถาปัตยกรรมว่าจะยืนหยัดต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ได้อย่างไรบ้าง พอเดินอยู่ในสนามบิน KLIA จริงๆ ความตื่นเต้นไปกับภาพต้นไม้สีเขียวครึ้มและโถงกลางอาคารผู้โดยสารที่บรรจุป่าขนาดเล็กลงไป ไม่ได้สร้างความรู้สึกรุนแรงเหมือนอย่างที่ผมจินตนาการเอาไว้มากนัก
 
บรรยากาศภายในอาคาร KLIA ไม่ได้คึกคักเท่ากับสนามบิน Low Cost Airline ที่อยู่ห่างไปอีกฟากฝั่ง ช่วงบ่ายแก่ๆ ภายในสนามบินแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยความเงียบเหงา เสาขนาดใหญ่อันหนาหนักที่เป็นเหมือนลายเซ็นประจำตัวของ Kurokawa พุ่งทะยานขึ้นไปรับส่วนโครงสร้างหลังคารูปทรง Hyper Parabolic ที่เปิดให้แสงผ่านเพียงเล็กน้อยตามขอบของรอยต่อที่แผ่นหลังคามาชนกัน สภาพสนามบินดูเก่าแก่ไปตามกาลเวลา ความรู้สึกร่วมสมัยคลายตัวลงไป ให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับกลิ่นอายของหนังไซไฟในปี 70 ที่ดูเหนือจริง และเชยมากกว่าที่จะดูล้ำสมัย แผ่นฟิล์มกระจกที่เริ่มละลายเนื่องจากความต่างระหว่างอุณหภูมิภายนอกกับภายใน ปรากฏเป็นริ้วรอยคล้ายรอยเหี่ยวย่นของคนชรา มีพื้นที่ส่วนหนึ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ ก็คือ ส่วน Viewing Area ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่เดินทางมาส่งญาติมิตรที่สนามบิน ได้มีโอกาสมองเห็นเครื่องบินที่จะนำพาญาติสนิทมิตรสหายของพวกเขาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่วนพื้นที่ใช้งานที่อยู่ถัดลงมาในชั้นอื่นๆ ล้วนเป็นโครงสร้างเสาคานแบบหนาทึบตัน
 
ภาพของ Kurokawa กำลังอธิบายแบบสนามบินให้กับ ดร.มหาเธร์ อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ด้วยหุ่นจำลองขนาดใหญ่ จากหนังสือ Project Japan: Metabolism Talks.โดย Rem Koolhaas และ Hans Ulrich Obrist ผุดขึ้นมาในหัวผมอย่างเงียบๆ และหากพลิกดูภาพต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ เราจะเห็น Kurokawa ตั้งแต่สมัยวัยหนุ่มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังปนไปด้วยภาพลักษณ์แบบเพลย์บอยนิดๆ ผนวกกับรูปร่างอันบอบบาง และหน้าตาที่ละม้ายคล้ายคลึงกับ Pop Star ทำให้ Kurokawa ได้รับความสนใจจากสื่อและนิตยสารเป็นจำนวนมาก มีเรื่องพูดติดตลกกันว่า เขาโด่งดังรองลงมาจากองค์จักรพรรดิและ นายกรัฐมนตรี อาจเรียกได้ว่าเขาเป็น Star Architect คนแรกของวงการสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นก็คงไม่ผิด และ ณ เวลานั้น อีกคนที่มีรัศมีเทียบเคียงกันทั้งทางด้านบุคลิกภาพและความสามารถก็เห็นจะเป็น Yukio Mishima นักเขียนระดับตำนานอีกคนของวงการวรรณกรรมญี่ปุ่น
 
การทำงานวันละ 18 ชั่วโมงและกินอาหารน้อยมาก ส่งผลระยะยาวต่อปัญหาเรื่องสุขภาพของ Kurokawa เขาไม่มีอาการหิวแม้แต่น้อยขณะที่ทำงาน และยังคงทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง สำนักงานเขามีแผนกวิจัยข้อมูล 20 คน แผนกวางผังและนโยบาย 40 คน และสถาปนิกอีก 100 คนในช่วงทศวรรษ 70 และขณะเดียวกัน Kurokawa ก็มีรายการทีวีเป็นของตัวเอง นอกเหนือไปจากนั้นหากมีเวลาว่างเขาจะแปลหนังสือวิชาการทางด้านสถาปัตยกรรม หนึ่งในนั้นเป็นหนังสือที่เขียนโดย Charles Jencks เพื่อนนักวิชาการทางสถาปัตยกรรมซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเขา
 
ผมเดินออกมาทางด้านหน้าสนามบิน KLIA อากาศร้อนแต่ไม่อบอ้าวมากนัก บริเวณขอบริมของโครงสร้างหลังคาดูเหมือนสร้างไม่แล้วเสร็จคล้ายจะรอให้มีส่วนต่อขยายออกไปได้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด คล้ายๆ กันกับไอเดีย ส่วน plug-in ของ Takara Pavilion ในงาน Expo ปี 70 ที่แต่ละยูนิตสามารถถอดออกและเสียบเข้าไปในตัวโครงสร้างที่ยื่นรอรับอยู่
 
งานสถาปัตยกรรมของ Kurokawa กระตุ้นเตือนเรา ถึงเรื่องจินตนาการในงานสถาปัตยกรรมนั้นแตกต่างไปจาก วรรณกรรม หรือ งานศิลปะ อย่างไร  งานสถาปัตยกรรมเป็นงานขนาดใหญ่ที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเป็นประจำทุกเมื่อเชื่อวัน และมันยังทำให้เห็นจิตนาการและความใฝ่ฝันของสถาปนิก ที่กว่าจะกลายมาเป็นรูปเป็นร่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการสาธารณะขนาดใหญ่ ต้องผ่านการทำงานร่วมกับคนหลายกลุ่ม ต้องเจรจา พูดคุย และผ่านการทำความเข้าใจกับผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งแตกต่างจากวรรณกรรม หรือ ศิลปะ ที่ผู้ผลิตทำงานและพูดคุยอยู่กับตัวเอง ดังนั้นจินตนาการของสถาปนิกนั้น จะแตกต่างจากศิลปินและนักเขียนตรงที่ มันสะท้อนให้เห็นจินตนาการที่ต้องมีความเป็นเหตุเป็นผลมารองรับและแถมยังมีปัจจัยทางด้านความคิดไม่ว่าจะเป็นในเชิงสังคม ประวัติศาสตร์ วิศวกรรมโครงสร้าง และอื่นๆ อีกมากมายสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่างานออกแบบชิ้นนั้นจะเต็มไปด้วยความฟุ้งฝันอย่างสุดขั้วแค่ไหนก็ตาม

เรื่อง: อรุณ ภูริทัต

งานสถาปัตยกรรมของ Kisho Kurokawa
ในเขตร้อน
(KLIA) Kuala Lumpur International Airport

บริเวณโถงพักคอยที่เห็นต้นไม้ที่ปลูกไว้ในสวนภายนอก

ผนังกระจกขนาดใหญ่ ในส่วนโถงพักคอยของผู้โดยสารขาออก

สกายไลท์ (sky light) ที่อยู่บริเวณรอยต่อของหลังคาที่มาบรรจบกัน

ส่วนที่นั่งพักคอยซึ่งสามารถมองเห็นรันเวย์ (runway) ขึ้นลงของเครื่องบินได้

ส่วนโครงหลังคาที่ยื่นตัวออกไปเป็นส่วนกันแดดกันฝนบริเวณที่เทียบจอดรถ

ชานชาลาเทียบรถหน้าสนามบิน KLIA

เรื่อง: อรุณ ภูริทัต

งานสถาปัตยกรรมของ Kisho Kurokawa
ในเขตร้อน
(KLIA) Kuala Lumpur International Airport

บริเวณโถงพักคอยที่เห็นต้นไม้ที่ปลูกไว้ในสวนภายนอก

ผนังกระจกขนาดใหญ่ ในส่วนโถงพักคอยของผู้โดยสารขาออก

ทุกครั้งที่ผมได้มีโอกาสเห็นงานออกแบบสถาปัตยกรรมของ Kisho kurokawa ผมมักนึกถึงความคิดทฤษฎีเรื่อง Symbiosis ที่เขาพยายามในปรัชญาศาสนาพุทธมาเป็นแกนความคิด ช่วงเวลาที่ kurokawa ลาจากโลกนี้ไปก็ผ่านไปได้ไม่เนิ่นนานมากนัก ผลงานหลายชิ้นก็คล้ายกับชีวิตเขาที่กำลังเดินทางไปสู่ช่วงบั้นปลาย ซึ่งผลงานชิ้นหนึ่งที่โดดเด่นมากๆ ก็คือ The Nakagin Capsule Tower ผลงานชิ้นเอกของเขา ซึ่งตอนนี้อยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมากและกำลังเสี่ยงที่จะถูกรื้อถอน เนื่องจากที่ดินในย่านนั้นราคาถีบสูงขึ้นไปเรื่อยๆ และตัวอาคารแคปซูลทาวเวอร์ไม่สามารถทำเงินได้มากสักเท่าไหร่นัก การยืนอยู่หน้า Nakagin Capsule Tower ทำให้นึกถึงภาพเมืองอนาคตในแบบการ์ตูน AKIRA ได้ชั่วขณะ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ Sony Tower ที่โอซาก้า ซึ่งถูกทำลายลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
 
ปัญหาทางด้านสุขภาพของเขาในช่วงบั้นปลายของชีวิตนั้น อาจทำให้หลายต่อหลายคนงุนงงไปกับท่าทีและความคิดของ Kurokawa ในตอนนั้น เมื่อข่าวการเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลวของเขาในเดือนตุลาคมปี 2007 เผยแพร่ออกตามสื่อ ข้อสงสัยต่อพฤติกรรมแปลกประหลาดของเขาในช่วงหลังๆ ก็กระจ่างมากขึ้น เหตุผลในการลงเล่นการเมืองก็เพื่อที่จะผลักดันความคิดเห็นทางด้านสถาปัตยกรรมให้เป็นไปได้รวดเร็วที่สุด ในขณะที่เวลาชีวิตสั้นลงเรื่อยๆ หนึ่งในนโยบายที่เขาจะผลักดันสำหรับกรุงโตเกียว คือ การย้ายส่วนราชการออกไป และขายอาคารสำนักงานทางราชการที่ไม่จำเป็นออกไปเสีย ซึ่งอาคารหนึ่งในนั้นก็คือ Tokyo City Hall ในย่านชินจูกุที่ออกแบบโดย Kenzo Tange (บุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งเป็นรากฐานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของญี่ปุ่น อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ของ Kurokawa ด้วย)

โครงหลังคารูปทรง Hyperbolic Paraboloid

สกายไลท์ (sky light) ที่อยู่บริเวณรอยต่อของหลังคาที่มาบรรจบกัน

ขณะที่ผมกำลังยืนอยู่ในอาคาร Kuala Lumpur International Airport (KLIA) ความรู้สึกที่ได้มายืนอยู่ในงานสถาปัตยกรรมที่ถูกใช้งานมาได้สิบกว่าปีแล้วนั้น ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของเวลา และขณะเดียวกันมันก็ทำให้เห็นอายุขัย ในตัวงานสถาปัตยกรรมว่าจะยืนหยัดต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ได้อย่างไรบ้าง พอเดินอยู่ในสนามบิน KLIA จริงๆ ความตื่นเต้นไปกับภาพต้นไม้สีเขียวครึ้มและโถงกลางอาคารผู้โดยสารที่บรรจุป่าขนาดเล็กลงไป ไม่ได้สร้างความรู้สึกรุนแรงเหมือนอย่างที่ผมจินตนาการเอาไว้มากนัก
 
บรรยากาศภายในอาคาร KLIA ไม่ได้คึกคักเท่ากับสนามบิน Low Cost Airline ที่อยู่ห่างไปอีกฟากฝั่ง ช่วงบ่ายแก่ๆ ภายในสนามบินแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยความเงียบเหงา เสาขนาดใหญ่อันหนาหนักที่เป็นเหมือนลายเซ็นประจำตัวของ Kurokawa พุ่งทะยานขึ้นไปรับส่วนโครงสร้างหลังคารูปทรง Hyper Parabolic ที่เปิดให้แสงผ่านเพียงเล็กน้อยตามขอบของรอยต่อที่แผ่นหลังคามาชนกัน สภาพสนามบินดูเก่าแก่ไปตามกาลเวลา ความรู้สึกร่วมสมัยคลายตัวลงไป ให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับกลิ่นอายของหนังไซไฟในปี 70 ที่ดูเหนือจริง และเชยมากกว่าที่จะดูล้ำสมัย แผ่นฟิล์มกระจกที่เริ่มละลายเนื่องจากความต่างระหว่างอุณหภูมิภายนอกกับภายใน ปรากฏเป็นริ้วรอยคล้ายรอยเหี่ยวย่นของคนชรา มีพื้นที่ส่วนหนึ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ ก็คือ ส่วน Viewing Area ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่เดินทางมาส่งญาติมิตรที่สนามบิน ได้มีโอกาสมองเห็นเครื่องบินที่จะนำพาญาติสนิทมิตรสหายของพวกเขาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่วนพื้นที่ใช้งานที่อยู่ถัดลงมาในชั้นอื่นๆ ล้วนเป็นโครงสร้างเสาคานแบบหนาทึบตัน
 
ภาพของ Kurokawa กำลังอธิบายแบบสนามบินให้กับ ดร.มหาเธร์ อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ด้วยหุ่นจำลองขนาดใหญ่ จากหนังสือ Project Japan: Metabolism Talks.โดย Rem Koolhaas และ Hans Ulrich Obrist ผุดขึ้นมาในหัวผมอย่างเงียบๆ และหากพลิกดูภาพต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ เราจะเห็น Kurokawa ตั้งแต่สมัยวัยหนุ่มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังปนไปด้วยภาพลักษณ์แบบเพลย์บอยนิดๆ ผนวกกับรูปร่างอันบอบบาง และหน้าตาที่ละม้ายคล้ายคลึงกับ Pop Star ทำให้ Kurokawa ได้รับความสนใจจากสื่อและนิตยสารเป็นจำนวนมาก มีเรื่องพูดติดตลกกันว่า เขาโด่งดังรองลงมาจากองค์จักรพรรดิและ นายกรัฐมนตรี อาจเรียกได้ว่าเขาเป็น Star Architect คนแรกของวงการสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นก็คงไม่ผิด และ ณ เวลานั้น อีกคนที่มีรัศมีเทียบเคียงกันทั้งทางด้านบุคลิกภาพและความสามารถก็เห็นจะเป็น Yukio Mishima นักเขียนระดับตำนานอีกคนของวงการวรรณกรรมญี่ปุ่น
 
การทำงานวันละ 18 ชั่วโมงและกินอาหารน้อยมาก ส่งผลระยะยาวต่อปัญหาเรื่องสุขภาพของ Kurokawa เขาไม่มีอาการหิวแม้แต่น้อยขณะที่ทำงาน และยังคงทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง สำนักงานเขามีแผนกวิจัยข้อมูล 20 คน แผนกวางผังและนโยบาย 40 คน และสถาปนิกอีก 100 คนในช่วงทศวรรษ 70 และขณะเดียวกัน Kurokawa ก็มีรายการทีวีเป็นของตัวเอง นอกเหนือไปจากนั้นหากมีเวลาว่างเขาจะแปลหนังสือวิชาการทางด้านสถาปัตยกรรม หนึ่งในนั้นเป็นหนังสือที่เขียนโดย Charles Jencks เพื่อนนักวิชาการทางสถาปัตยกรรมซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเขา
 
ผมเดินออกมาทางด้านหน้าสนามบิน KLIA อากาศร้อนแต่ไม่อบอ้าวมากนัก บริเวณขอบริมของโครงสร้างหลังคาดูเหมือนสร้างไม่แล้วเสร็จคล้ายจะรอให้มีส่วนต่อขยายออกไปได้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด คล้ายๆ กันกับไอเดีย ส่วน plug-in ของ Takara Pavilion ในงาน Expo ปี 70 ที่แต่ละยูนิตสามารถถอดออกและเสียบเข้าไปในตัวโครงสร้างที่ยื่นรอรับอยู่
 
งานสถาปัตยกรรมของ Kurokawa กระตุ้นเตือนเรา ถึงเรื่องจินตนาการในงานสถาปัตยกรรมนั้นแตกต่างไปจาก วรรณกรรม หรือ งานศิลปะ อย่างไร  งานสถาปัตยกรรมเป็นงานขนาดใหญ่ที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเป็นประจำทุกเมื่อเชื่อวัน และมันยังทำให้เห็นจิตนาการและความใฝ่ฝันของสถาปนิก ที่กว่าจะกลายมาเป็นรูปเป็นร่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการสาธารณะขนาดใหญ่ ต้องผ่านการทำงานร่วมกับคนหลายกลุ่ม ต้องเจรจา พูดคุย และผ่านการทำความเข้าใจกับผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งแตกต่างจากวรรณกรรม หรือ ศิลปะ ที่ผู้ผลิตทำงานและพูดคุยอยู่กับตัวเอง ดังนั้นจินตนาการของสถาปนิกนั้น จะแตกต่างจากศิลปินและนักเขียนตรงที่ มันสะท้อนให้เห็นจินตนาการที่ต้องมีความเป็นเหตุเป็นผลมารองรับและแถมยังมีปัจจัยทางด้านความคิดไม่ว่าจะเป็นในเชิงสังคม ประวัติศาสตร์ วิศวกรรมโครงสร้าง และอื่นๆ อีกมากมายสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่างานออกแบบชิ้นนั้นจะเต็มไปด้วยความฟุ้งฝันอย่างสุดขั้วแค่ไหนก็ตาม

ส่วนที่นั่งพักคอยซึ่งสามารถมองเห็นรันเวย์ (runway) ขึ้นลงของเครื่องบินได้

ส่วนโครงหลังคาที่ยื่นตัวออกไปเป็นส่วนกันแดดกันฝนบริเวณที่เทียบจอดรถ

ชานชาลาเทียบรถหน้าสนามบิน KLIA

ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ