View : 2127

3D Printing คือเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ ที่สามารถขึ้นรูปสิ่งของหรือชิ้นงานต่างๆ ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาให้เราได้สัมผัสจับต้องมองเห็นได้ทุกมุม ระบบการพิมพ์แบบนี้จะเป็นลักษณะของการแบ่งระนาบเป็นชั้นๆ ด้วยวัสดุและเทคนิคการขึ้นรูปที่แตกต่างกัน ซึ่งมี 5 ระบบ ดังนี้

1. Laminated Object Manufacturing (LOM) เป็นระบบการพิมพ์ที่คล้ายกับการตัดวัสดุที่มีลักษณะเป็นแผ่น เช่น กระดาษ แผ่นโลหะ แผ่นพลาสติก เป็นต้น การทำงานของระบบจะเริ่มต้นด้วยการตัดแผ่นวัสดุแต่ละแผ่นหรือแต่ละชั้น โดยเริ่มจากส่วนที่เป็นชั้นฐานก่อน จากนั้นตัวรองรับชิ้นงานจะเลื่อนลงมาให้ตัดแผ่นวัสดุชั้นถัดไป พร้อมๆ กับการวางซ้อนทับกันไปเรื่อยๆ วัสดุแต่ละแผ่นจะถูกยึดติดกันอย่างแน่นหนาด้วยกาวหรือเคมีที่ใช้เฉพาะวัสดุนั้นๆ จนเสร็จสมบูรณ์เป็นชิ้นงาน 3 มิติ่ต้องการ ซึ่งลักษณะการพิมพ์แบบนี้จะให้พื้นผิวที่ไม่เรียบ มองเห็นแต่ละชั้นของแผ่นวัสดุ จึงเหมาะกับงานที่ไม่ต้องการความละเอียดเรียบเนียนมากนัก แต่มีข้อดีคือเป็นเทคโนโลยีการพิมพ์ที่มีต้นทุนไม่สูงนั่นเอง




 

เครื่องพิมพ์ ลักษณะการพิมพ์ และชิ้นงานที่พิมพ์เสร็จด้วยระบบ Photopolymerization
ขอบคุณภาพ : www.paloaltosystem.blogspot.com

เครื่องพิมพ์ระบบ Mask-Image-Projection-Base Stereolithography และผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นรูปจากการพิมพ์
ขอบคุณภาพ :
ซ้าย - www.wikipedia.org/wiki/3D_printing 
ขวา - www.3dvisdesign.com

4. Extrusion Deposition วิธีการพิมพ์โดยใช้หัวพิมพ์รีดหมึกที่มีลักษณะเป็นวัสดุครีมเหลวที่สามารถเซ็ทตัวได้ขณะพิมพ์ออกมาที่แท่นพิมพ์หรือที่หน้างานจริง การขึ้นรูปเป็น 3 มิติวิธีนี้อาศัยการซ้อนทับของวัสดุพิมพ์ทีละชั้น ตามไฟล์แบบที่สั่งพิมพ์โดยระบบคอมพิวเตอร์ ขนาดของเครื่องพิมพ์มีความหลากหลาย สามารถพิมพ์ได้ตั้งแต่ชิ้นงานขนาดเล็ก หรืออาคารขนาดใหญ่ แต่ลักษณะคุณภาพของพื้นผิวที่พิมพ์ขึ้นรูปจะมีความละเอียดไม่มากนัก ลวดลายจะเป็นลักษณะชั้นๆ ซ้อนกัน จึงไม่เหมาะกับชิ้นงานที่ต้องการความละเอียด ทั้งนี้ วัสดุที่สามารถนำมาใช้พิมพ์ขึ้นรูปด้วยวิธีการพิมพ์นี้ เช่น โพลีเมอร์ คอนกรีต เป็นต้น

5. Granular Materials Binding หรือ Powder Bed and Inkjet Head เป็นการนำผงวัสดุมาปาดเรียบเป็นชั้นบางๆ บนถาด หรือแท่นพิมพ์ที่เปรียบเสมือนกระดาษสำหรับการพิมพ์ทั่วไป หัวพิมพ์จะถูกสั่งให้พิมพ์ตามโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยพ่นหมึก สารเคมี ความร้อน หรือแม้กระทั่งเลเซอร์ ที่สามารถทำปฏิกิริยากับผงวัสดุให้เกิดการแข็งตัวตามแนวที่กำหนดไว้ในแต่ละชั้น จากนั้น ระบบการพิมพ์จะย้อนกลับไปเกลี่ยผงวัสดุใหม่อีกครั้งแล้วเริ่มกระบวนการทำงานในชั้นถัดไปจนชิ้นงานสำเร็จตามแบบ 3 มิติที่ได้ออกแบบไว้ การสร้างสรรค์รูปแบบและลวดลายของแต่ละชิ้นงานให้มีความละเอียดมากน้อยเพียงใดนั้น จะขึ้นอยู่กับความละเอียดของหัวพิมพ์ ตัวอย่างผงวัสดุที่มักนำมาใช้ เช่น ผงโลหะไทเทเนียม เมเทิลอัลลอยด์ ผงพลาสติก ผงเซรามิก และผงซีเมนต์ เป็นต้น

จากระบบทั้ง 5 ข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ระบบ Extrusion Deposition และ Powder Bed and Inkjet Head เป็นระบบที่สามารถขึ้นรูปงานสถาปัตยกรรมได้โดยใช้วัสดุซีเมนต์ ซึ่งแตกต่างกันตรงที่ ระบบ Extrusion Deposition จะสามารถพิมพ์อาคารได้ทั้งหลังที่หน้างานจริง โดยเว้นช่องเปิดของประตูหน้าต่างได้ตามที่ออกแบบไว้ในโปรแกรม 3 มิติ และใช้เวลาในการขึ้นรูปไม่มากนัก จึงช่วยลดขั้นตอนของแรงงานคนลง แต่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นผิวที่ได้จะไม่เรียบ มองเห็นเป็นชั้นของซีเมนต์ที่จำเป็นต้องทำการเก็บพื้นผิวอีกครั้งหากต้องการความเรียบเนียน และไม่สามารถสร้างงานที่มีความซับซ้อนในทุกมิติได้ เนื่องจากเป็นลักษณะการขึ้นรูปจากล่างขึ้นบนในรูปแบบของระนาบผนังเท่านั้น ส่วนระบบ Powder Bed and Inkjet Head เป็นระบบที่ยังต้องพิมพ์บนเครื่องพิมพ์ ซึ่งชิ้นงานที่ได้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก จึงต้องนำแต่ละชิ้นส่วนมาประกอบติดตั้งที่หน้างาน ทั้งนี้มีจุดเด่นที่แตกต่างจาก Extrusion Deposition คือ สามารถสร้างรายละเอียดของชิ้นงานได้มากกว่า ทั้งรูปแบบ รูปร่าง รูปทรง เนื่องจากความละเอียดของหัวพิมพ์ที่สามารถพิมพ์ได้เล็กและละเอียด สามารถสั่งผลิตชิ้นงานที่ไม่ซ้ำกันได้ผ่านโปรแกรมสั่งพิมพ์ นักออกแบบจึงสามารถสร้างสรรค์งานที่เป็นเอกลักษณ์ได้ตามแบบที่ต้องการ
 
จะเห็นว่าระบบการพิมพ์ 3D มีอยู่หลายรูปแบบซึ่งมีความเหมาะสมที่แตกต่างกันตามจุดประสงค์ของชิ้นงานพิมพ์  หรือ ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ  เช่น เรื่องของความละเอียดของงาน ความแข็งแรง เวลาในการผลิตชิ้นงาน พื้นผิวธรรมชาติ หรือประเภทของวัสดุ ความทนทานของการนำชิ้นงาน และการนำไปใช้งาน ระบบการพิมพ์ และวัสดุที่ใช้ขึ้นรูป เนื่องด้วยความสามารถในการขึ้นรูปได้หลากหลายระบบ การพิมพ์สามมิติจึงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกวงการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานและอุตสาหกรรมต่างๆ และสามารถช่วยให้นักออกแบบ สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้จริงโดยไม่ถูกจำกัดรูปแบบการผลิต เพื่อให้เกิดความสวยงาม โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ จนเป็นที่จดจำรวมถึงตอบสนองความคิดที่ไม่หยุดนิ่งของแนวคิดในวงการออกแบบ

เรื่อง: SCG Experience

หลากรูปแบบของระบบ
การพิมพ์ 3D Printing

เครื่องพิมพ์สามมิติถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ละระบบก็แตกต่างกันทั้งในเรื่องของวัสดุที่ใช้ เทคนิคการขึ้นรูป รวมถึงขนาดที่ได้ของผลงานที่แตกต่างกัน เพื่อให้ตรงกับลักษณะงานที่ต้องการ สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ในหลายแง่มุม รวมถึงเป็นเครื่องมือช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ และช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบที่ไม่เคยหยุดนิ่งได้ทำตามสิ่งที่ต้องการ

ระบบ LOM ที่เริ่มจากการตัดแผ่นวัสดุทีละชั้นและซ้อนทับกันไปเรื่อยๆ จนชิ้นงานเสร็จสมบูรณ์
ขอบคุณภาพ: www.paloaltosystem.blogspot.com

เครื่องพิมพ์ระบบ LOM และชิ้นงานที่ได้จากการพิมพ์
ขอบคุณภาพ: www.3dprintingindustry.com

2. Photopolymerization เป็นระบบการพิมพ์ที่แปรเปลี่ยนชั้นฟิล์มของโพลิเมอร์เหลวให้แข็งตัวด้วยแสงจากเครื่องโปรเจคเตอร์ (Digital Light Processing หรือ DLP) ที่ถูกโปรแกรมไว้จากแบบ 3D โดยลำแสงที่ได้จากเครื่องจะมีขนาดเล็กและเข้มข้นจึงให้ความคมชัดที่ดี สามารถสร้างงานที่มีความละเอียดสูงได้ เมื่อชั้นฟิล์มดังกล่าวแข็งตัวตามตำแหน่งที่ถูกยิงลำแสง ระบบจะสั่งให้ปาดฟิล์มเหลวของโพลิเมอร์ในชั้นถัดไปมาสัมผัสลำแสง จนครบรูปแบบที่สั่งพิมพ์ไว้ เมื่อกระบวนการพิมพ์เสร็จสิ้นแล้วจึงแยกโพลิเมอร์เหลวออกจากส่วนของชิ้นงานที่แข็ง แต่การพิมพ์ดังกล่าวมีข้อจำกัดอยู่ตรงที่จำเป็นต้องใช้โพลิเมอร์ชนิดที่มีปฏิกิริยาเฉพาะกับคลื่นแสงที่กำหนดเท่านั้น
















3. Mask-Image-Projection-Base Stereolithography ระบบนี้คล้ายกับระบบที่แล้ว โดยการนำโพลิเมอร์ที่มีลักษณะเป็นของเหลวไหลเป็นชั้นฟิล์มมาสัมผัสกับแสง โดยส่องผ่านแผ่นหน้ากากที่มีส่วนทึบ และส่วนโปร่งที่ให้แสงผ่าน (Stereolithography หรือ SLA) โพลีเมอร์ในส่วนที่ทำปฏิกิริยากับช่วงแสงดังกล่าวจะเกิดการแข็งตัว โดยอาศัยระยะเวลาในการสลับชั้นไปเรื่อยจนครบรูป 3 มิติ การอาศัยแสงในการขึ้นรูปโพลีเมอร์ในลักษณะนี้ต้องใช้เวลานาน และมีความละเอียดต่ำจึงอยู่ในขั้นพัฒนาเพื่อให้เกิดความรวดเร็วและมีความละเอียดที่สูงขึ้น






 

การแสดงลักษณะการพิมพ์ทีละเลเยอร์ของวัสดุในระบบ Extrusion Deposition
ขอบคุณภาพ : www.wikipedia.org/wiki/3D_printing 

การพิมพ์ด้วยระบบ Powder Bed and Inkjet Head ได้ชิ้นงานที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องรูปร่างรูปทรง
ขอบคุณภาพ : www.ites.google.com

ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก
www.en.wikipedia.org/wiki/3D_printing

เรื่อง: SCG Experience

หลากรูปแบบของระบบ
การพิมพ์ 3D Printing

เครื่องพิมพ์สามมิติถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ละระบบก็แตกต่างกันทั้งในเรื่องของวัสดุที่ใช้ เทคนิคการขึ้นรูป รวมถึงขนาดที่ได้ของผลงานที่แตกต่างกัน เพื่อให้ตรงกับลักษณะงานที่ต้องการ สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ในหลายแง่มุม รวมถึงเป็นเครื่องมือช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ และช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบที่ไม่เคยหยุดนิ่งได้ทำตามสิ่งที่ต้องการ

ระบบ LOM ที่เริ่มจากการตัดแผ่นวัสดุทีละชั้นและซ้อนทับกันไปเรื่อยๆ จนชิ้นงานเสร็จสมบูรณ์
ขอบคุณภาพ: www.paloaltosystem.blogspot.com

เครื่องพิมพ์ระบบ LOM และชิ้นงานที่ได้จากการพิมพ์
ขอบคุณภาพ: www.3dprintingindustry.com

3D Printing คือเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ ที่สามารถขึ้นรูปสิ่งของหรือชิ้นงานต่างๆ ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาให้เราได้สัมผัสจับต้องมองเห็นได้ทุกมุม ระบบการพิมพ์แบบนี้จะเป็นลักษณะของการแบ่งระนาบเป็นชั้นๆ ด้วยวัสดุและเทคนิคการขึ้นรูปที่แตกต่างกัน ซึ่งมี 5 ระบบ ดังนี้

1. Laminated Object Manufacturing (LOM) เป็นระบบการพิมพ์ที่คล้ายกับการตัดวัสดุที่มีลักษณะเป็นแผ่น เช่น กระดาษ แผ่นโลหะ แผ่นพลาสติก เป็นต้น การทำงานของระบบจะเริ่มต้นด้วยการตัดแผ่นวัสดุแต่ละแผ่นหรือแต่ละชั้น โดยเริ่มจากส่วนที่เป็นชั้นฐานก่อน จากนั้นตัวรองรับชิ้นงานจะเลื่อนลงมาให้ตัดแผ่นวัสดุชั้นถัดไป พร้อมๆ กับการวางซ้อนทับกันไปเรื่อยๆ วัสดุแต่ละแผ่นจะถูกยึดติดกันอย่างแน่นหนาด้วยกาวหรือเคมีที่ใช้เฉพาะวัสดุนั้นๆ จนเสร็จสมบูรณ์เป็นชิ้นงาน 3 มิติ่ต้องการ ซึ่งลักษณะการพิมพ์แบบนี้จะให้พื้นผิวที่ไม่เรียบ มองเห็นแต่ละชั้นของแผ่นวัสดุ จึงเหมาะกับงานที่ไม่ต้องการความละเอียดเรียบเนียนมากนัก แต่มีข้อดีคือเป็นเทคโนโลยีการพิมพ์ที่มีต้นทุนไม่สูงนั่นเอง




 

เครื่องพิมพ์ ลักษณะการพิมพ์ และชิ้นงานที่พิมพ์เสร็จด้วยระบบ Photopolymerization
ขอบคุณภาพ : www.paloaltosystem.blogspot.com

เครื่องพิมพ์ระบบ Mask-Image-Projection-Base Stereolithography และผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นรูปจากการพิมพ์
ขอบคุณภาพ :
ซ้าย - www.wikipedia.org/wiki/3D_printing 
ขวา - www.3dvisdesign.com

2. Photopolymerization เป็นระบบการพิมพ์ที่แปรเปลี่ยนชั้นฟิล์มของโพลิเมอร์เหลวให้แข็งตัวด้วยแสงจากเครื่องโปรเจคเตอร์ (Digital Light Processing หรือ DLP) ที่ถูกโปรแกรมไว้จากแบบ 3D โดยลำแสงที่ได้จากเครื่องจะมีขนาดเล็กและเข้มข้นจึงให้ความคมชัดที่ดี สามารถสร้างงานที่มีความละเอียดสูงได้ เมื่อชั้นฟิล์มดังกล่าวแข็งตัวตามตำแหน่งที่ถูกยิงลำแสง ระบบจะสั่งให้ปาดฟิล์มเหลวของโพลิเมอร์ในชั้นถัดไปมาสัมผัสลำแสง จนครบรูปแบบที่สั่งพิมพ์ไว้ เมื่อกระบวนการพิมพ์เสร็จสิ้นแล้วจึงแยกโพลิเมอร์เหลวออกจากส่วนของชิ้นงานที่แข็ง แต่การพิมพ์ดังกล่าวมีข้อจำกัดอยู่ตรงที่จำเป็นต้องใช้โพลิเมอร์ชนิดที่มีปฏิกิริยาเฉพาะกับคลื่นแสงที่กำหนดเท่านั้น
















3. Mask-Image-Projection-Base Stereolithography ระบบนี้คล้ายกับระบบที่แล้ว โดยการนำโพลิเมอร์ที่มีลักษณะเป็นของเหลวไหลเป็นชั้นฟิล์มมาสัมผัสกับแสง โดยส่องผ่านแผ่นหน้ากากที่มีส่วนทึบ และส่วนโปร่งที่ให้แสงผ่าน (Stereolithography หรือ SLA) โพลีเมอร์ในส่วนที่ทำปฏิกิริยากับช่วงแสงดังกล่าวจะเกิดการแข็งตัว โดยอาศัยระยะเวลาในการสลับชั้นไปเรื่อยจนครบรูป 3 มิติ การอาศัยแสงในการขึ้นรูปโพลีเมอร์ในลักษณะนี้ต้องใช้เวลานาน และมีความละเอียดต่ำจึงอยู่ในขั้นพัฒนาเพื่อให้เกิดความรวดเร็วและมีความละเอียดที่สูงขึ้น






 

การแสดงลักษณะการพิมพ์ทีละเลเยอร์ของวัสดุในระบบ Extrusion Deposition
ขอบคุณภาพ : www.wikipedia.org/wiki/3D_printing 

การพิมพ์ด้วยระบบ Powder Bed and Inkjet Head ได้ชิ้นงานที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องรูปร่างรูปทรง
ขอบคุณภาพ : www.ites.google.com

4. Extrusion Deposition วิธีการพิมพ์โดยใช้หัวพิมพ์รีดหมึกที่มีลักษณะเป็นวัสดุครีมเหลวที่สามารถเซ็ทตัวได้ขณะพิมพ์ออกมาที่แท่นพิมพ์หรือที่หน้างานจริง การขึ้นรูปเป็น 3 มิติวิธีนี้อาศัยการซ้อนทับของวัสดุพิมพ์ทีละชั้น ตามไฟล์แบบที่สั่งพิมพ์โดยระบบคอมพิวเตอร์ ขนาดของเครื่องพิมพ์มีความหลากหลาย สามารถพิมพ์ได้ตั้งแต่ชิ้นงานขนาดเล็ก หรืออาคารขนาดใหญ่ แต่ลักษณะคุณภาพของพื้นผิวที่พิมพ์ขึ้นรูปจะมีความละเอียดไม่มากนัก ลวดลายจะเป็นลักษณะชั้นๆ ซ้อนกัน จึงไม่เหมาะกับชิ้นงานที่ต้องการความละเอียด ทั้งนี้ วัสดุที่สามารถนำมาใช้พิมพ์ขึ้นรูปด้วยวิธีการพิมพ์นี้ เช่น โพลีเมอร์ คอนกรีต เป็นต้น

5. Granular Materials Binding หรือ Powder Bed and Inkjet Head เป็นการนำผงวัสดุมาปาดเรียบเป็นชั้นบางๆ บนถาด หรือแท่นพิมพ์ที่เปรียบเสมือนกระดาษสำหรับการพิมพ์ทั่วไป หัวพิมพ์จะถูกสั่งให้พิมพ์ตามโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยพ่นหมึก สารเคมี ความร้อน หรือแม้กระทั่งเลเซอร์ ที่สามารถทำปฏิกิริยากับผงวัสดุให้เกิดการแข็งตัวตามแนวที่กำหนดไว้ในแต่ละชั้น จากนั้น ระบบการพิมพ์จะย้อนกลับไปเกลี่ยผงวัสดุใหม่อีกครั้งแล้วเริ่มกระบวนการทำงานในชั้นถัดไปจนชิ้นงานสำเร็จตามแบบ 3 มิติที่ได้ออกแบบไว้ การสร้างสรรค์รูปแบบและลวดลายของแต่ละชิ้นงานให้มีความละเอียดมากน้อยเพียงใดนั้น จะขึ้นอยู่กับความละเอียดของหัวพิมพ์ ตัวอย่างผงวัสดุที่มักนำมาใช้ เช่น ผงโลหะไทเทเนียม เมเทิลอัลลอยด์ ผงพลาสติก ผงเซรามิก และผงซีเมนต์ เป็นต้น

จากระบบทั้ง 5 ข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ระบบ Extrusion Deposition และ Powder Bed and Inkjet Head เป็นระบบที่สามารถขึ้นรูปงานสถาปัตยกรรมได้โดยใช้วัสดุซีเมนต์ ซึ่งแตกต่างกันตรงที่ ระบบ Extrusion Deposition จะสามารถพิมพ์อาคารได้ทั้งหลังที่หน้างานจริง โดยเว้นช่องเปิดของประตูหน้าต่างได้ตามที่ออกแบบไว้ในโปรแกรม 3 มิติ และใช้เวลาในการขึ้นรูปไม่มากนัก จึงช่วยลดขั้นตอนของแรงงานคนลง แต่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นผิวที่ได้จะไม่เรียบ มองเห็นเป็นชั้นของซีเมนต์ที่จำเป็นต้องทำการเก็บพื้นผิวอีกครั้งหากต้องการความเรียบเนียน และไม่สามารถสร้างงานที่มีความซับซ้อนในทุกมิติได้ เนื่องจากเป็นลักษณะการขึ้นรูปจากล่างขึ้นบนในรูปแบบของระนาบผนังเท่านั้น ส่วนระบบ Powder Bed and Inkjet Head เป็นระบบที่ยังต้องพิมพ์บนเครื่องพิมพ์ ซึ่งชิ้นงานที่ได้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก จึงต้องนำแต่ละชิ้นส่วนมาประกอบติดตั้งที่หน้างาน ทั้งนี้มีจุดเด่นที่แตกต่างจาก Extrusion Deposition คือ สามารถสร้างรายละเอียดของชิ้นงานได้มากกว่า ทั้งรูปแบบ รูปร่าง รูปทรง เนื่องจากความละเอียดของหัวพิมพ์ที่สามารถพิมพ์ได้เล็กและละเอียด สามารถสั่งผลิตชิ้นงานที่ไม่ซ้ำกันได้ผ่านโปรแกรมสั่งพิมพ์ นักออกแบบจึงสามารถสร้างสรรค์งานที่เป็นเอกลักษณ์ได้ตามแบบที่ต้องการ
 
จะเห็นว่าระบบการพิมพ์ 3D มีอยู่หลายรูปแบบซึ่งมีความเหมาะสมที่แตกต่างกันตามจุดประสงค์ของชิ้นงานพิมพ์  หรือ ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ  เช่น เรื่องของความละเอียดของงาน ความแข็งแรง เวลาในการผลิตชิ้นงาน พื้นผิวธรรมชาติ หรือประเภทของวัสดุ ความทนทานของการนำชิ้นงาน และการนำไปใช้งาน ระบบการพิมพ์ และวัสดุที่ใช้ขึ้นรูป เนื่องด้วยความสามารถในการขึ้นรูปได้หลากหลายระบบ การพิมพ์สามมิติจึงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกวงการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานและอุตสาหกรรมต่างๆ และสามารถช่วยให้นักออกแบบ สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้จริงโดยไม่ถูกจำกัดรูปแบบการผลิต เพื่อให้เกิดความสวยงาม โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ จนเป็นที่จดจำรวมถึงตอบสนองความคิดที่ไม่หยุดนิ่งของแนวคิดในวงการออกแบบ



บทความที่แล้ว
THE NEST (The Next Eco-Sustainable Technology for Home)
46-THE-NEST.jpg



บทความถัดไป
สร้างบ้านเร็ว ประหยัด ไฮเทคด้วย 3D Printer
48-สร้างบ้านเร็ว-ประหยัด-ไฮเทคด้วย-3D-Printer.jpg



บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
4 แนวทางสร้างบ้านใหม่
1-4-แนวทางสร้างบ้านใหม่-บริษัทรับสร้างบ้าน-สถาปนิก-แบบบ้านฟรี-ซื้อแบบบ้าน-บ้านสำเร็จรูป.jpg



เตรียมขออนุญาตก่อสร้าง และหาผู้รับเหมาไปพร้อมกัน
1-เตรียมขออนุญาตก่อสร้าง-และหาผู้รับเหมาไปพร้อมกัน.jpg


ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก
www.en.wikipedia.org/wiki/3D_printing

ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ