View : 39933

การจะมีบ้านสักหลังนั้น เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบบ้านแบบที่เราถูกใจ จนไปถึงการก่อสร้างบ้านเสร็จตามฝัน แต่ขั้นตอนสำคัญที่ใครหลายคนอาจจะมองข้ามไปคือ “การทำสัญญากับผู้รับเหมา” ซึ่งบางรายอาจเป็นคนที่รู้จักมักจี่กันดีอยู่แล้วก็เลยไว้ใจ หรือบางรายอาจรู้สึกไม่กล้าหรือไม่รู้ว่าต้องทำสัญญา จึงว่าจ้างผู้รับเหมาโดยจ่ายเงินเป็นงวดตามที่ผู้รับเหมาบอก หากว่าเจอผู้รับเหมาที่เป็นคนเที่ยงตรงก็ถือว่าโชคดี แต่หากเจอผู้รับเหมาที่ไม่ค่อยตั้งใจทำงานเท่าไรนัก อาจทำให้เกิดความบาดหมางใจในภายหลังแถมงานที่ได้อาจไม่มีมาตรฐาน จนบางรายอาจหนีงานไม่ทำต่อก็เป็นได้ ดังนั้น หลังจากที่เราตกลงปลงใจจะว่าจ้างผู้รับเหมาที่เราไว้ใจให้มาก่อสร้างบ้านใหม่ให้เราแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงควรทำสัญญาระหว่างกัน เพื่อให้ได้งานก่อสร้างที่ตรงใจได้คุณภาพมาตรฐาน และเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย
 
เคล็ดลับง่ายๆ ในการทำสัญญากับผู้รับเหมาคือ

ต้องแนบเอกสารให้ครบถ้วน ตามที่ระบุในสัญญา ซึ่งเอกสารหลักๆ ที่ต้องมี คือ สัญญาว่าจ้าง แบบก่อสร้าง และ รายการแสดงปริมาณงานและราคาวัสดุก่อสร้าง (BOQ)

การแบ่งจ่ายงวดงาน ก่อนเซ็นสัญญาต้องอ่านรายละเอียดการแบ่งจ่ายงวดงานอย่างละเอียด โดยเฉพาะ งวดแรกและ งวดสุดท้าย การจ่ายเงินงวดแรกนั้น แล้วแต่การตกลงกันว่าจะจ่ายเป็นกี่เปอร์เซ็นต์และจ่ายเมื่อไหร่ บางครั้งผู้รับเหมาจะให้เราจ่ายเงินงวดแรก ณ วันทำสัญญา บางรายอาจให้จ่ายเงินงวดแรกหลังจากงานก่อสร้างบางส่วนเสร็จ งวดแรกนี้แนะนำให้จ่ายประมาณ 5-10% ของค่าจ้างทั้งหมด (งวดแรกนี้ ผู้รับเหมาจะใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการเคลียร์พื้นที่ ค่าที่พักคนงาน เป็นต้น) ส่วนงวดสุดท้ายนั้น หากเป็นไปได้ ควรตกลงกันให้ไม่ต่ำกว่า 10% (เหลือเงินงวดสุดท้ายมากเท่าไร ก็เป็นการประกันการทิ้งงานมากเท่านั้น)
การรับประกันผลงาน ส่วนมากจะมีการรับประกันผลงานในระยะเวลา 1 ปีหลังจากบ้านสร้างเสร็จ ซึ่งในสัญญาจะมี 2 กรณีคือ กรณีที่มีการหักค่าประกันผลงานเป็นเปอร์เซ็นต์ของแต่ละงวด และ กรณีที่ไม่มีการหักค่าประกันผลงาน
 
ตัวอย่างกรณีที่มีการหักค่าประกันผลงานที่ 5% จากค่าก่อสร้าง โดยหักออกจากแต่ละงวด เช่น
บ้านราคา 1 ล้านบาท (1,000,000 บาท)
งวดที่ 1 เป็นเงิน (5%) = 50,000 บาท
หักเงินประกันผลงาน (5%) = 2,500 บาท
งวดที่ 2 เป็นเงิน (25%) = 250,000 บาท
หักเงินประกันผลงาน (5%) = 12,500 บาท
งวดที่ 3 เป็นเงิน (25%) = 250,000 บาท
หักเงินประกันผลงาน (5%) = 12,500 บาท
งวดที่ 4 เป็นเงิน (25%) = 250,000 บาท
หักเงินประกันผลงาน (5%) = 12,500 บาท
งวดที่ 5 เป็นเงิน (20%) = 200,000 บาท
หักเงินประกันผลงาน (5%) = 10,000 บาท
ค่าประกันผลงานโดยรวมทั้งสิ้นคิดเป็นเงิน 50,000 บาท
 
หากมีเหตุให้ต้องเข้ามาซ่อมแซมแก้ไข แล้วผู้รับเหมาเข้ามาซ่อมให้ครบถ้วนตามสัญญา เมื่อครบ 1 ปี เจ้าของบ้านก็จะคืนเงินส่วนนี้ให้กับผู้รับเหมา เว้นแต่ว่า หากผู้รับเหมาไม่เข้ามาซ่อมแซมตามที่ตกลงกันไว้ เจ้าของบ้านสามารถนำเงินส่วนนี้ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้รับเหมารายอื่นได้ โดยหลังจากพ้น 1 ปีไปแล้ว หากมีเงินเหลือจากส่วนนี้จะต้องคืนให้กับผู้รับเหมารายแรกที่ทำสัญญากันไว้ ซึ่งผู้รับเหมาที่ทำสัญญากับเจ้าของบ้านในกรณีนี้ส่วนมากจะเป็นผู้รับเหมารายที่มีความมั่นคงและมีเงินทุนสำรอง ไม่ค่อยพบกรณีนี้กับผู้รับเหมารายย่อยหรืองานก่อสร้างขนาดเล็ก

 
กรณีที่ไม่มีการหักค่าประกันผลงาน จะเป็นการรับประกันตามสัญญาของผู้รับเหมา ว่าจะเข้ามาซ่อมแซมให้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดใด แต่กรณีนี้ค่อนข้างจะเสี่ยงกว่ากรณีแรก เนื่องจากหากต้องมีการซ่อมแซมเกิดขึ้นอาจหาตัวยากกว่ากรณีแรก
 
นอกจากนี้ หากเรามีทีมที่ปรึกษาซึ่งมีหน้าที่ช่วยตรวจสอบงานก่อสร้างบ้านให้กับเราก็คงจะดี แต่หากไม่มีแล้วนั้น แนะนำให้ว่าจ้างบริษัทตรวจรับบ้านมาตรวจงานในแต่ละงวดก่อนจะจ่ายเงินให้กับผู้รับเหมา เพื่อให้แน่ใจว่าเงินแต่ละงวดที่เราจ่ายไป เราได้งานที่เสร็จในแต่ละขั้นตอนจริง
 
สิ่งสำคัญที่ต้องทำให้ได้คือ หากงานก่อสร้างแต่ละขั้นยังไม่เสร็จสมบูรณ์หรือยังไม่พึงพอใจ เจ้าของบ้านต้องใจแข็งเข้าไว้ ไม่จ่ายเงินแต่ละงวดให้กับผู้รับเหมา เนื่องจากหากเรายอมจ่ายเงินแต่ละงวดไปจนถึงงวดสุดท้ายโดยที่งานยังไม่เสร็จ ผู้รับเหมาบางรายอาจทิ้งงานไป และเป็นการยากที่จะเรียกมาก่อสร้างบ้านให้เสร็จได้อย่างสมบูรณ์ (ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของบ้านจะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป)
 
ทางเลือกที่ดีในการว่าจ้างผู้รับเหมาคือ การว่าจ้างผู้รับเหมารายใหญ่ที่มีชื่อเสียงในการทำงานดี เพื่อให้แน่ใจได้ว่างานก่อสร้างบ้านเราจะเสร็จสมบูรณ์ มีมาตรฐาน มีการรับประกันผลงาน และไม่มีการค้างงานหรือทิ้งงานอีกด้วย
 
สุดท้ายนี้ เมื่อผู้รับเหมาทำงานให้เราจนเป็นที่พอใจแล้ว เราควรทำหน้าที่เป็นเจ้าของบ้านที่ดีตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาด้วย :)

เรื่อง: SCG Experience

เคล็ดลับการทำสัญญา
กับผู้รับเหมา

หลังจากที่เราตกลงปลงใจจะว่าจ้างผู้รับเหมาที่เราไว้ใจให้มาก่อสร้างบ้านให้เราแล้ว ทั้งสองฝ่ายควรทำสัญญาระหว่างกัน เพื่อให้ได้งานก่อสร้างที่ตรงใจได้คุณภาพมาตรฐาน และเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย

การรับประกันผลงานของผู้รับเหมาซึ่งส่วนใหญ่จะมีระยะเวลา 1 ปีหลังจากบ้านสร้างเสร็จ

ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก
www.thailaws.com

เรื่อง: SCG Experience

เคล็ดลับการทำสัญญา
กับผู้รับเหมา

หลังจากที่เราตกลงปลงใจจะว่าจ้างผู้รับเหมาที่เราไว้ใจให้มาก่อสร้างบ้านให้เราแล้ว ทั้งสองฝ่ายควรทำสัญญาระหว่างกัน เพื่อให้ได้งานก่อสร้างที่ตรงใจได้คุณภาพมาตรฐาน และเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย

การรับประกันผลงานของผู้รับเหมาซึ่งส่วนใหญ่จะมีระยะเวลา 1 ปีหลังจากบ้านสร้างเสร็จ

การจะมีบ้านสักหลังนั้น เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบบ้านแบบที่เราถูกใจ จนไปถึงการก่อสร้างบ้านเสร็จตามฝัน แต่ขั้นตอนสำคัญที่ใครหลายคนอาจจะมองข้ามไปคือ “การทำสัญญากับผู้รับเหมา” ซึ่งบางรายอาจเป็นคนที่รู้จักมักจี่กันดีอยู่แล้วก็เลยไว้ใจ หรือบางรายอาจรู้สึกไม่กล้าหรือไม่รู้ว่าต้องทำสัญญา จึงว่าจ้างผู้รับเหมาโดยจ่ายเงินเป็นงวดตามที่ผู้รับเหมาบอก หากว่าเจอผู้รับเหมาที่เป็นคนเที่ยงตรงก็ถือว่าโชคดี แต่หากเจอผู้รับเหมาที่ไม่ค่อยตั้งใจทำงานเท่าไรนัก อาจทำให้เกิดความบาดหมางใจในภายหลังแถมงานที่ได้อาจไม่มีมาตรฐาน จนบางรายอาจหนีงานไม่ทำต่อก็เป็นได้ ดังนั้น หลังจากที่เราตกลงปลงใจจะว่าจ้างผู้รับเหมาที่เราไว้ใจให้มาก่อสร้างบ้านใหม่ให้เราแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงควรทำสัญญาระหว่างกัน เพื่อให้ได้งานก่อสร้างที่ตรงใจได้คุณภาพมาตรฐาน และเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย
 
เคล็ดลับง่ายๆ ในการทำสัญญากับผู้รับเหมาคือ

ต้องแนบเอกสารให้ครบถ้วน ตามที่ระบุในสัญญา ซึ่งเอกสารหลักๆ ที่ต้องมี คือ สัญญาว่าจ้าง แบบก่อสร้าง และ รายการแสดงปริมาณงานและราคาวัสดุก่อสร้าง (BOQ)

การแบ่งจ่ายงวดงาน ก่อนเซ็นสัญญาต้องอ่านรายละเอียดการแบ่งจ่ายงวดงานอย่างละเอียด โดยเฉพาะ งวดแรกและ งวดสุดท้าย การจ่ายเงินงวดแรกนั้น แล้วแต่การตกลงกันว่าจะจ่ายเป็นกี่เปอร์เซ็นต์และจ่ายเมื่อไหร่ บางครั้งผู้รับเหมาจะให้เราจ่ายเงินงวดแรก ณ วันทำสัญญา บางรายอาจให้จ่ายเงินงวดแรกหลังจากงานก่อสร้างบางส่วนเสร็จ งวดแรกนี้แนะนำให้จ่ายประมาณ 5-10% ของค่าจ้างทั้งหมด (งวดแรกนี้ ผู้รับเหมาจะใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการเคลียร์พื้นที่ ค่าที่พักคนงาน เป็นต้น) ส่วนงวดสุดท้ายนั้น หากเป็นไปได้ ควรตกลงกันให้ไม่ต่ำกว่า 10% (เหลือเงินงวดสุดท้ายมากเท่าไร ก็เป็นการประกันการทิ้งงานมากเท่านั้น)
การรับประกันผลงาน ส่วนมากจะมีการรับประกันผลงานในระยะเวลา 1 ปีหลังจากบ้านสร้างเสร็จ ซึ่งในสัญญาจะมี 2 กรณีคือ กรณีที่มีการหักค่าประกันผลงานเป็นเปอร์เซ็นต์ของแต่ละงวด และ กรณีที่ไม่มีการหักค่าประกันผลงาน
 
ตัวอย่างกรณีที่มีการหักค่าประกันผลงานที่ 5% จากค่าก่อสร้าง โดยหักออกจากแต่ละงวด เช่น
บ้านราคา 1 ล้านบาท (1,000,000 บาท)
งวดที่ 1 เป็นเงิน (5%) = 50,000 บาท
หักเงินประกันผลงาน (5%) = 2,500 บาท
งวดที่ 2 เป็นเงิน (25%) = 250,000 บาท
หักเงินประกันผลงาน (5%) = 12,500 บาท
งวดที่ 3 เป็นเงิน (25%) = 250,000 บาท
หักเงินประกันผลงาน (5%) = 12,500 บาท
งวดที่ 4 เป็นเงิน (25%) = 250,000 บาท
หักเงินประกันผลงาน (5%) = 12,500 บาท
งวดที่ 5 เป็นเงิน (20%) = 200,000 บาท
หักเงินประกันผลงาน (5%) = 10,000 บาท
ค่าประกันผลงานโดยรวมทั้งสิ้นคิดเป็นเงิน 50,000 บาท
 
หากมีเหตุให้ต้องเข้ามาซ่อมแซมแก้ไข แล้วผู้รับเหมาเข้ามาซ่อมให้ครบถ้วนตามสัญญา เมื่อครบ 1 ปี เจ้าของบ้านก็จะคืนเงินส่วนนี้ให้กับผู้รับเหมา เว้นแต่ว่า หากผู้รับเหมาไม่เข้ามาซ่อมแซมตามที่ตกลงกันไว้ เจ้าของบ้านสามารถนำเงินส่วนนี้ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้รับเหมารายอื่นได้ โดยหลังจากพ้น 1 ปีไปแล้ว หากมีเงินเหลือจากส่วนนี้จะต้องคืนให้กับผู้รับเหมารายแรกที่ทำสัญญากันไว้ ซึ่งผู้รับเหมาที่ทำสัญญากับเจ้าของบ้านในกรณีนี้ส่วนมากจะเป็นผู้รับเหมารายที่มีความมั่นคงและมีเงินทุนสำรอง ไม่ค่อยพบกรณีนี้กับผู้รับเหมารายย่อยหรืองานก่อสร้างขนาดเล็ก

 
กรณีที่ไม่มีการหักค่าประกันผลงาน จะเป็นการรับประกันตามสัญญาของผู้รับเหมา ว่าจะเข้ามาซ่อมแซมให้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดใด แต่กรณีนี้ค่อนข้างจะเสี่ยงกว่ากรณีแรก เนื่องจากหากต้องมีการซ่อมแซมเกิดขึ้นอาจหาตัวยากกว่ากรณีแรก
 
นอกจากนี้ หากเรามีทีมที่ปรึกษาซึ่งมีหน้าที่ช่วยตรวจสอบงานก่อสร้างบ้านให้กับเราก็คงจะดี แต่หากไม่มีแล้วนั้น แนะนำให้ว่าจ้างบริษัทตรวจรับบ้านมาตรวจงานในแต่ละงวดก่อนจะจ่ายเงินให้กับผู้รับเหมา เพื่อให้แน่ใจว่าเงินแต่ละงวดที่เราจ่ายไป เราได้งานที่เสร็จในแต่ละขั้นตอนจริง
 
สิ่งสำคัญที่ต้องทำให้ได้คือ หากงานก่อสร้างแต่ละขั้นยังไม่เสร็จสมบูรณ์หรือยังไม่พึงพอใจ เจ้าของบ้านต้องใจแข็งเข้าไว้ ไม่จ่ายเงินแต่ละงวดให้กับผู้รับเหมา เนื่องจากหากเรายอมจ่ายเงินแต่ละงวดไปจนถึงงวดสุดท้ายโดยที่งานยังไม่เสร็จ ผู้รับเหมาบางรายอาจทิ้งงานไป และเป็นการยากที่จะเรียกมาก่อสร้างบ้านให้เสร็จได้อย่างสมบูรณ์ (ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของบ้านจะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป)
 
ทางเลือกที่ดีในการว่าจ้างผู้รับเหมาคือ การว่าจ้างผู้รับเหมารายใหญ่ที่มีชื่อเสียงในการทำงานดี เพื่อให้แน่ใจได้ว่างานก่อสร้างบ้านเราจะเสร็จสมบูรณ์ มีมาตรฐาน มีการรับประกันผลงาน และไม่มีการค้างงานหรือทิ้งงานอีกด้วย
 
สุดท้ายนี้ เมื่อผู้รับเหมาทำงานให้เราจนเป็นที่พอใจแล้ว เราควรทำหน้าที่เป็นเจ้าของบ้านที่ดีตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาด้วย :)


บทความที่แล้ว
4 แนวทางคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างบ้าน
18-4-แนวทางคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างบ้าน.jpg



บทความถัดไป
สนุกกับเรื่องบ้าน : หมดปัญหา ถ้าทำสัญญากับผู้รับเหมา
20-สนุกกับเรื่องบ้านหมดปัญหา-ถ้าทำสัญญากับผู้รับเหมา.jpg



บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
​เตรียมพร้อมลงมือก่อสร้าง และตรวจรับบ้านสร้างเสร็จ
1-เตรียมพร้อมลงมือก่อสร้าง-และตรวจรับบ้านสร้างเสร็จ.jpg



ควรตัดสินใจเลือกใช้วัสดุก่อสร้างในขั้นตอนใด?
1-ควรตัดสินใจเลือกใช้วัสดุก่อสร้างในขั้นตอนใด-(1).jpg




ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก
www.thailaws.com

ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ