SCG x Longtunman

SCG ชวนผู้ประกอบการเพิ่มขีดความสามารถอาคาร ฝ่าวิกฤตโควิด ผ่านการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคารให้สะอาด ซึ่งสามารถต่อยอดจนขอรับรองมาตรฐานอาคารเขียวและอาคารเพื่อสุขภาวะดี ตามมาตรฐานสากลต่างๆ ได้อีกด้วย เพื่อความคุ้มค่ายาวนานกว่า!

        ด้วย 2 ธุรกิจใหม่จาก SCG เพื่อช่วยผู้ประกอบการงานอาคารหลังโควิด-19 อัพเกรดอาคารและสิ่งปลูกสร้าง ให้สอดรับกับยุค Next Normal Living ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยในอาคาร ทั้งในด้านความปลอดภัย ความสะอาด และความสะดวกสบาย ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

        1. SCG Building & Living Care Consulting ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาด้านสิ่งปลูกสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ ในการทำอาคารเขียว อาคารประหยัดพลังงาน อาคารเพื่อสุขภาวะที่ดี และโครงการเพื่อผู้สูงอายุและคนทุกวัย โดย SCG Building & Living Care Consulting มีทีมที่ปรึกษาที่ได้รับการรับรอง (Certify) จาก LEED / DGNB / TGBI / WELL รวมถึงมี ASHRAE certified professional และ fitwel Ambassador แห่งเดียวในประเทศไทย และยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ (Gerontology) และเพื่อคนทุกวัย (Universal Design) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแสงสว่างให้เหมาะสมกับวัยและช่วงเวลาของการใช้ชีวิต (Circadian Design) ที่จะช่วยให้คำปรึกษาในการออกแบบและปรับปรุงอาคารให้ได้การรับรองตามมาตรฐานสากลต่างๆ และทำโครงการตามวัตถุประสงค์ของผู้ประกอบการให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง และสามารถช่วยคำนวณงบประมาณทำให้ควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้บานปลาย ซึ่งสามารถให้คำแนะนำตั้งแต่แนวทางการออกแบบ การจัดเรียงและโครงสร้างอาคาร การเลือกใช้วัสดุในอาคารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในด้านการประหยัดพลังงาน การระบายอากาศ และการมีสุขภาวะที่ดี

        การพัฒนาอาคารเป็นอาคารเขียว (Green Building) ตามมาตรฐาน LEED หรือ TREES มักได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าอาคารทั่วไป ตั้งแต่การได้รับพื้นที่ก่อสร้างที่มากขึ้นประมาณ 15% ทั้งยังได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้เช่า และส่งผลต่ออัตราค่าเช่าพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับอาคารทั่วไปในบริเวณเดียวกันได้ถึงประมาณ 25% ในขณะที่ระยะเวลาคืนทุนจึงมีแนวโน้มเร็วกว่าอาคารทั่วไปถึงประมาณ 10% เลยทีเดียว นอกจากนี้ การทำอาคารเขียวยังสามารถช่วยลดการใช้พลังงานได้ 10 - 50% ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 30 - 40% และลดการใช้น้ำได้มากถึง 10 - 50% ซึ่งจะขึ้นกับประเภทการรับรอง ระดับของการ Certify และพื้นที่ของโครงการด้วย ปัจจุบันยังมีมาตรฐานด้านสุขภาวะที่ดี ได้แก่ WELL และ fitwel ในการวัดค่าความเป็นมิตรต่อคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานอาคาร ทั้งในด้านสภาวะแวดล้อม อากาศที่บริสุทธิ์ ที่เอื้อต่อการทำงานและทำให้คนมีความสุขในการทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถเพิ่ม Productivity ในการทำงานได้มากขึ้น ในกรณีที่เป็นอาคารให้เช่า ส่วนมากมักทำให้มีอัตราค่าเช่าอาคารที่สูงขึ้นด้วย

2. Smart Building Solution ธุรกิจผู้ให้บริการโซลูชันงานระบบวิศวกรรมอาคารแบบครบวงจร จาก เอสซีจี ให้บริการออกแบบติดตั้งเทคโนโลยีในหมวดพลังงานในอาคาร ปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคาร รวมทั้งเทคโนโลยีเพื่ออาคารอัจฉริยะ โดยส่งมอบโซลูชันด้วยเทคโนโลยีเชื่อมต่อการทำงานกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อช่วยให้อาคารประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น ปรับคุณภาพอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพอาคาร ตลอดจนพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยมีโซลูชันที่ให้บริการเพื่อผู้ประกอบการ ดังนี้

  • Energy WELL Series ระบบที่ช่วยควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคาร ด้วยระบบดูดซับสารพิษของอากาศภายในอาคาร ให้อากาศภายในอาคารสะอาดอย่างเสมอ และช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของระบบปรับอากาศในเวลาเดียวกัน
  • Energy CARE Series เทคโนโลยีดิจิทัล และ IoT มาช่วยควบคุมเครื่องปรับอากาศภายในอาคาร ทั้งการเปิด-ปิด หรือ ควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม
  • INTELL Series ใช้เทคโนโลยี IoT เซนเซอร์ไร้สาย กำลังส่งสูง รับส่งสัญญาณระหว่างตัวอุปกรณ์ด้วยกันเองในลักษณะ M2M (Machine to Machine) แบบ Real-time เพื่อให้เจ้าหน้าที่บริหารอาคารนำข้อมูลไปวิเคราะห์ และบริหารอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • HYGIENE Series ปรับปรุงและยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคารให้สะอาด ด้วยการลดเชื้อโรคในอากาศ ทั้งไวรัส แบคทีเรีย ตลอดจนฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5-10 โดยการใช้เทคโนโลยี Bi-polar Ionization System

        โดยในโครงการล่าสุดทีม Smart Building Solution ได้ให้บริการติดตั้งระบบ Energy CARE series ให้กับคณะ สถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการเชื่อมต่อระบบเปิด-ปิดแอร์อัจฉริยะ เข้ากับระบบการจองห้องเรียน ช่วยให้ห้องเรียนถูกปรับอากาศให้พร้อมก่อนจะมีคนเข้าไปใช้งาน และปิดขณะไม่มีคนเข้าไปใช้งาน รวมถึงสามารถตรวจสอบพลังงานที่ใช้ สำหรับการปรับอากาศในอาคารได้ เพื่อลดภาระการทำงานของเจ้าหน้าที่ และลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น

        ซึ่งโดยปกติแล้ว การติดตั้งระบบเปิด-ปิดแอร์อัจฉริยะเข้ากับระบบจองห้องเรียนนั้น จะสามารถช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าของอาคารได้ 20 - 45% และสำหรับอาคารเก่า ก็จะมีระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) สำหรับการลงทุนในโซลูชันเพียงประมาณ 3 - 5 ปี ขึ้นอยู่กับระบบของอาคารนั้นๆ

        ตัวอย่างเช่น อาคารแห่งหนึ่ง มีค่าใช้จ่ายไฟฟ้าอยู่ 40 ล้านบาท/เดือน หรือ 480 ล้านบาท/ปี โซลูชันของ Smart Building Solution ก็จะช่วยให้เจ้าของอาคารประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 96 - 216 ล้านบาท/ปี เพื่อนำส่วนที่สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไปใช้บริหารหรือลงทุนในส่วนงานอื่นๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้

        ซึ่งตัวอาคารทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ก็สามารถนำโซลูชันเหล่านี้ มาช่วยแก้ปัญหา และพัฒนาอาคารได้เช่นกัน




710   Favorite   Print   Share