View : 9088

       สำหรับพื้นทางเดินในสวน ในขั้นแรกควรทำการออกแบบ เลือกพันธุ์ไม้ที่จะนำมาลง รวมถึงวางแผนพื้นที่ทางเดิน จากนั้นทำการปรับระดับพื้นที่ตามแบบที่วางไว้ ลงต้นไม้ ปูหญ้า และในขั้นสุดท้ายสามารถปูทางเดินด้วยวัสดุปูพื้นได้เลย เช่น แผ่นหิน ไม้เทียม แผ่นพื้นทางเดินสำเร็จรูป เป็นต้น เพื่อให้สวนดูสวย กลมกลืนไปกับธรรมชาติ 

       แต่หากต้องการพื้นที่รอบบ้านบางส่วนเป็นพื้นที่ใช้งาน เช่น ลานซักล้าง ครัวไทย ทางเดินพื้นยก  ฯลฯ ควรเตรียมโครงสร้างที่รองรับให้แข็งแรงพอสมควร โดยสิ่งสำคัญคือการแยกโครงสร้างพื้นรอบบ้านออกจากโครงสร้างของตัวบ้าน เพราะโดยส่วนใหญ่พื้นรอบบ้านมักเป็นระบบโครงสร้างที่มีการทรุดตัวไปตามดิน มักทำเป็น 2 รูปแบบตามความเหมาะสม ได้แก่ ระบบพื้นที่อาศัยพื้นดินบดอัดแน่นในการรับน้ำหนัก และระบบพื้นที่มีเสาเข็มรองรับ

ทางเดินในสวนปูด้วยวัสดุตกแต่งพื้น

พื้นคอนกรีตวางบนดิน ปูด้วยกระเบื้อง 

2. ระบบพื้นที่มีเสาเข็มรองรับ เป็นระบบที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางด้านโครงสร้างมากขึ้น โดยอาศัยเสาเข็มและฐานรากที่อยู่ใต้ดินช่วยรับน้ำหนัก ซึ่งเสาเข็มที่ใช้มักเป็นเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงสำเร็จรูปที่มีความยาวตั้งแต่ 1- 6 เมตร ระบบนี้จะยังมีการทรุดตัวอยู่เพราะเสาเข็มยังอยู่ในชั้นดินอ่อน แต่จะช่วยชลอการทรุดตัวของพื้นได้มากกว่าระบบพื้นวางบนดินอัดแน่น โดยจำนวนและความยาวของเสาเข็มที่มากขึ้นก็จะยิ่งช่วยชลอการทรุดตัวได้ดียิ่งขึ้น ระบบของเสาเข็มสามารถทำได้ 2 รูปแบบคือ ฐานเข็มปูพรม (Mat or Raft Foundation) และ ฐานเข็มกลุ่ม (Pile Foundation)  

       - ฐานเข็มปูพรม มีลักษณะเป็นพื้นที่วางอยู่บนเสาเข็มสั้นกระจายตัวอยู่ในระยะเท่า ๆ กันทั่วพื้นที่ เช่น ทุก ๆ ระยะ 0.50 เมตรหรือทุก ๆ ระยะ 1.00 เมตร โดยหล่อพื้นคอนกรีตที่มีความหนาตั้งแต่ 15 ซม. ขึ้นไปปิดหัวเสาเข็มทั้งหมด เปรียบเสมือนฐานรากขนาดใหญ่ จึงค่อนข้างแข็งแรงรับน้ำหนักได้มาก แต่ไม่เหมาะกับพื้นที่ที่มีถังบำบัด หรือถังเก็บน้ำใต้ดินฝังอยู่ 

       - ฐานเข็มกลุ่ม มีลักษณะเหมือนระบบฐานราก เสาเข็มบ้านทั่วไป โดย 1 ชุดฐานรากจะมีเสาเข็มตั้งแต่ 2-6 ต้นเป็นกลุ่ม ๆ จากนั้นจึงหล่อเสาตอม่อ คาน และพื้น ตามลำดับ โดยพื้นจะมีความหนาอย่างน้อยประมาณ 10 ซม. ระบบนี้จะประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าเพราะใช้ปริมาณคอนกรีตน้อยกว่า เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีถังบำบัดหรือถังเก็บน้ำใต้ดินที่ต้องหลีกเลี่ยง 

       ถึงแม้พื้นที่รอบบ้านจะเป็นโครงสร้างง่าย ๆ ที่รับน้ำหนักไม่มาก แต่ก็ควรปรึกษาวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญให้ออกแบบโครงสร้างให้เหมาะสมกับการใช้งานด้วย 

เรื่อง: SCG Experience

พื้นลานทางเดินรอบบ้าน ต่างการใช้งาน ต่างโครงสร้างรองรับ

พื้นทางเดินรอบบ้านเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เราใช้สอยทุกวัน เช่น เป็นทางเดินเข้า-ออกจากบ้าน ลานซักล้าง พื้นที่ทำครัว จอดจักรยาน หรือเป็นทางเดินเล็กๆ ระหว่างบ้านและสวน โดยไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์การใช้งานแบบใดก็ตาม ล้วนส่งผลต่อลักษณะของโครงสร้างที่รองรับ และงบประมาณที่ต้องเตรียม

ทางเดินในสวนปูด้วยวัสดุตกแต่งพื้น

ทางเดินในสวนปูด้วยวัสดุตกแต่งพื้น

1. ระบบพื้นที่อาศัยพื้นดินบดอัดแน่นในการรับน้ำหนัก เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า “พื้นคอนกรีตวางบนดิน (Slabs on Ground)” เป็นวิธีที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะสะดวก ประหยัดงบประมาณ มีการถ่ายน้ำหนักลงสู่ดินโดยตรง ไม่มีเสาเข็มรองรับ โดยก่อนอื่นควรสำรวจพื้นดิน กำจัดขยะทั้งเศษอิฐและเศษปูนจากการก่อสร้างออกให้มากที่สุดเพื่อป้องกันปัญหาการบดอัดดินไม่แน่น จากนั้นจึงทำการลอกหน้าดินเดิมออกแล้วปรับระดับด้วยทรายหยาบบดอัดแน่น กั้นพื้นที่ที่ต้องการหล่อพื้นคอนกรีตด้วยไม้แบบโดยรอบ วางตะแกรงเหล็ก และเทคอนกรีต โดยปรับระดับพื้นคอนกรีตให้มีความลาดเอียงเพื่อการระบายน้ำด้วย เมื่อคอนกรีตแข็งตัวดีแล้ว สามารถตกแต่งด้วยวัสดุปูพื้นต่าง ๆ ตามความเหมาะสม 

 

ระบบพื้นที่มีเสาเข็มรองรับ

ระบบพื้นที่มีเสาเข็มรองรับ



เรื่อง: SCG Experience

พื้นลานทางเดินรอบบ้าน ต่างการใช้งาน ต่างโครงสร้างรองรับ

พื้นทางเดินรอบบ้านเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เราใช้สอยทุกวัน เช่น เป็นทางเดินเข้า-ออกจากบ้าน ลานซักล้าง พื้นที่ทำครัว จอดจักรยาน หรือเป็นทางเดินเล็กๆ ระหว่างบ้านและสวน โดยไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์การใช้งานแบบใดก็ตาม ล้วนส่งผลต่อลักษณะของโครงสร้างที่รองรับ และงบประมาณที่ต้องเตรียม

ทางเดินในสวนปูด้วยวัสดุตกแต่งพื้น

ทางเดินในสวนปูด้วยวัสดุตกแต่งพื้น

       สำหรับพื้นทางเดินในสวน ในขั้นแรกควรทำการออกแบบ เลือกพันธุ์ไม้ที่จะนำมาลง รวมถึงวางแผนพื้นที่ทางเดิน จากนั้นทำการปรับระดับพื้นที่ตามแบบที่วางไว้ ลงต้นไม้ ปูหญ้า และในขั้นสุดท้ายสามารถปูทางเดินด้วยวัสดุปูพื้นได้เลย เช่น แผ่นหิน ไม้เทียม แผ่นพื้นทางเดินสำเร็จรูป เป็นต้น เพื่อให้สวนดูสวย กลมกลืนไปกับธรรมชาติ 

       แต่หากต้องการพื้นที่รอบบ้านบางส่วนเป็นพื้นที่ใช้งาน เช่น ลานซักล้าง ครัวไทย ทางเดินพื้นยก  ฯลฯ ควรเตรียมโครงสร้างที่รองรับให้แข็งแรงพอสมควร โดยสิ่งสำคัญคือการแยกโครงสร้างพื้นรอบบ้านออกจากโครงสร้างของตัวบ้าน เพราะโดยส่วนใหญ่พื้นรอบบ้านมักเป็นระบบโครงสร้างที่มีการทรุดตัวไปตามดิน มักทำเป็น 2 รูปแบบตามความเหมาะสม ได้แก่ ระบบพื้นที่อาศัยพื้นดินบดอัดแน่นในการรับน้ำหนัก และระบบพื้นที่มีเสาเข็มรองรับ

ทางเดินในสวนปูด้วยวัสดุตกแต่งพื้น

พื้นคอนกรีตวางบนดิน ปูด้วยกระเบื้อง 

1. ระบบพื้นที่อาศัยพื้นดินบดอัดแน่นในการรับน้ำหนัก เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า “พื้นคอนกรีตวางบนดิน (Slabs on Ground)” เป็นวิธีที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะสะดวก ประหยัดงบประมาณ มีการถ่ายน้ำหนักลงสู่ดินโดยตรง ไม่มีเสาเข็มรองรับ โดยก่อนอื่นควรสำรวจพื้นดิน กำจัดขยะทั้งเศษอิฐและเศษปูนจากการก่อสร้างออกให้มากที่สุดเพื่อป้องกันปัญหาการบดอัดดินไม่แน่น จากนั้นจึงทำการลอกหน้าดินเดิมออกแล้วปรับระดับด้วยทรายหยาบบดอัดแน่น กั้นพื้นที่ที่ต้องการหล่อพื้นคอนกรีตด้วยไม้แบบโดยรอบ วางตะแกรงเหล็ก และเทคอนกรีต โดยปรับระดับพื้นคอนกรีตให้มีความลาดเอียงเพื่อการระบายน้ำด้วย เมื่อคอนกรีตแข็งตัวดีแล้ว สามารถตกแต่งด้วยวัสดุปูพื้นต่าง ๆ ตามความเหมาะสม 

 

ระบบพื้นที่มีเสาเข็มรองรับ

ระบบพื้นที่มีเสาเข็มรองรับ

2. ระบบพื้นที่มีเสาเข็มรองรับ เป็นระบบที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางด้านโครงสร้างมากขึ้น โดยอาศัยเสาเข็มและฐานรากที่อยู่ใต้ดินช่วยรับน้ำหนัก ซึ่งเสาเข็มที่ใช้มักเป็นเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงสำเร็จรูปที่มีความยาวตั้งแต่ 1- 6 เมตร ระบบนี้จะยังมีการทรุดตัวอยู่เพราะเสาเข็มยังอยู่ในชั้นดินอ่อน แต่จะช่วยชลอการทรุดตัวของพื้นได้มากกว่าระบบพื้นวางบนดินอัดแน่น โดยจำนวนและความยาวของเสาเข็มที่มากขึ้นก็จะยิ่งช่วยชลอการทรุดตัวได้ดียิ่งขึ้น ระบบของเสาเข็มสามารถทำได้ 2 รูปแบบคือ ฐานเข็มปูพรม (Mat or Raft Foundation) และ ฐานเข็มกลุ่ม (Pile Foundation)  

       - ฐานเข็มปูพรม มีลักษณะเป็นพื้นที่วางอยู่บนเสาเข็มสั้นกระจายตัวอยู่ในระยะเท่า ๆ กันทั่วพื้นที่ เช่น ทุก ๆ ระยะ 0.50 เมตรหรือทุก ๆ ระยะ 1.00 เมตร โดยหล่อพื้นคอนกรีตที่มีความหนาตั้งแต่ 15 ซม. ขึ้นไปปิดหัวเสาเข็มทั้งหมด เปรียบเสมือนฐานรากขนาดใหญ่ จึงค่อนข้างแข็งแรงรับน้ำหนักได้มาก แต่ไม่เหมาะกับพื้นที่ที่มีถังบำบัด หรือถังเก็บน้ำใต้ดินฝังอยู่ 

       - ฐานเข็มกลุ่ม มีลักษณะเหมือนระบบฐานราก เสาเข็มบ้านทั่วไป โดย 1 ชุดฐานรากจะมีเสาเข็มตั้งแต่ 2-6 ต้นเป็นกลุ่ม ๆ จากนั้นจึงหล่อเสาตอม่อ คาน และพื้น ตามลำดับ โดยพื้นจะมีความหนาอย่างน้อยประมาณ 10 ซม. ระบบนี้จะประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าเพราะใช้ปริมาณคอนกรีตน้อยกว่า เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีถังบำบัดหรือถังเก็บน้ำใต้ดินที่ต้องหลีกเลี่ยง 

       ถึงแม้พื้นที่รอบบ้านจะเป็นโครงสร้างง่าย ๆ ที่รับน้ำหนักไม่มาก แต่ก็ควรปรึกษาวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญให้ออกแบบโครงสร้างให้เหมาะสมกับการใช้งานด้วย 



ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ