Terrarium DIY สวนในขวดแก้ว เรื่องสนุกสำหรับทุกคนในครอบครัว


"กิจกรรมสร้างสรรค์ที่ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับบ้านได้ง่าย ๆ ด้วยการ DIYสวนในขวดแก้ว"

        ​เดือนมกราคม นับเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งของปีที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของความสนุก การสังสรรค์ และยิ่งช่วงวันเด็กด้วยแล้วนับเป็นสัปดาห์แห่งความสุขที่เด็ก ๆ เตรียมตัวรับของขวัญอันแสนวิเศษที่พ่อแม่เตรียมไว้ให้ไม่ว่าจะเป็นการออกไปเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ที่จัดกิจกรรมวันเด็กอย่างสวนสนุก สวนสัตว์ แต่หากครอบครัวไหนไม่อยากออกไปวุ่นวายลองหากิจกรรมสนุก ๆ ให้เด็ก ๆ ได้สร้างสรรค์กันที่บ้านกับการทำ สวนในขวดแก้ว(Terrarium) อีกหนึ่งไอเดียการจัดสวนที่สร้างพื้นที่สีเขียวขนาดเล็กให้กับบ้าน ทำได้ง่าย ๆ ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แถมยังเป็นอีกหนึ่งวิธีสร้างความผูกพันระหว่างเด็กกับธรรมชาติ ให้เกิดการเรียนรู้เรื่องระบบนิเวศ ทั้งยังช่วยฝึกสมาธิได้อีกทาง 


มารู้จักสวนในขวดแก้ว
        ก่อนอื่นเรามารู้จักความเป็นมากันก่อน Terrarium หรือ สวนในขวดแก้ว คือการจำลองธรรมชาติมาไว้ในขวดแก้ว ซึ่งจะเกิดระบบน้ำ อันเกิดจากความชื้นจากชั้นดินและพืชระเหยออกมา เมื่ออุณหภูมิภายในขวดสูงขึ้นเพราะแสงและความร้อนที่ทะลุผ่านวัสดุโปร่งใส จะเกิดไอน้ำควบแน่น ก่อนจะหมุนกลับไปที่พืชและชั้นดินด้านล่าง เกิดวัฏจักรแบบนี้หมุนเวียนภายในขวดแก้ว

        Terrarium มีความเป็นมายาวนานมาก เกิดขึ้นครั้งแรกโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ Nathaniel Bagshaw Ward (นาธาเนียล บัคชาว์ วอร์ด) ซึ่งเขามีความสนใจและสังเกตพฤติกรรมของแมลงในโถแจกันแก้ว จนวันหนึ่งเขาสังเกตเห็นไอน้ำเกาะอยู่ตามผิวขวดในช่วงเช้าและระเหยในช่วงเย็น จึงลองหยิบต้นกล้าของเฟิร์นและหญ้า ซึ่งเป็นไม้เมืองร้อนที่เขาพยายามปลูกแต่ไม่ประสบความสำเร็จนั้นหย่อนลงไปในโถแจกัน และต้นไม้เหล่านั้นกลับอยู่รอด เกิดงอกงามขึ้นมา ทำ Terrarium เกิดขึ้นครั้งแรกของโลก

        วอร์ดเริ่มทดลองจริงจัง จนรู้แน่ชัดว่าสาเหตุที่พรรณไม้เหล่านั้นไม่เติบโตเพราะสภาพอากาศของอังกฤษ ซึ่งต้องเจอกับมลภาวะทางอากาศจากโรงงานอุสาหกรรม แต่การควบคุมอากาศในโถแก้วของวอร์ดนั้นทำให้ต้นไม้ดำรงอยู่ได้ การทดลองนี้ได้รับการตีพิมพ์และโด่งดังเป็นที่รู้จักในชื่อ Wardian case และใช้เทคนิคนี้ในการปกป้องต้นไม้ในโถแก้วเพื่อนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งสมัยก่อนใช้เวลาเดินเรือยาวนาน Wardian case ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งในยุควิคตอเรียน เรียกได้ว่าทุกบ้านต้องมีตั้งโชว์ และด้วยรูปทรงสุดคลาสสิกสวยงามแปลกตาทำให้ Wardian case ยังคงมีให้เห็นในปัจจุบัน จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ทุกคนต่างเชิดชูให้วอร์ดเป็นตำนานแห่ง Terrarium

Wardian case terrarium ในยุคเริ่มต้นที่ยังมีให้เห็นในปัจจุบัน

​ประเภทของ Terrarium
        สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ ระบบเปิด และ ระบบปิด โดยมีพรรณไม้และเทคนิคในการเลี้ยงดูที่ต่างกันดังนี้

ระบบปิด (Closed Terrarium) เป็นระบบที่ วอร์ด ค้นพบ คือภาชนะสำหรับปลูกจะปิดสนิท หมุนเวียนระบบน้ำ (Water Cycle) ภายในโถแก้ว ทำให้พืชสังเคราะห์แสงได้ตามวัฏจักร ไม่ต้องดูแลมากมาย เพียงแค่เปิดฝาเปลี่ยนอากาศอาทิตย์ละครั้ง พรรณไม้ที่เหมาะในการปลูกคือไม้ทรอปิคอล ได้แก่ มอสส์ เฟิน กล้วยไม้ และไม้รากอากาศ อย่างทิลล์แอนด์เซีย เคราฤๅษี

ระบบเปิด (Open Terrarium) คือจะเปิดช่องให้อากาศเข้าไปในขวดแก้ว โดยมีขั้นตอนการสร้างระบบนิเวศไม่ต่างจากระบบปิด ต่างที่พรรณไม้ที่ปลูกจะเป็นต้นไม้ทะเลทราย หรือไม้อวบน้ำ อย่างแคตตัส ซัคคูเลนท์ ซึ่งไม่ชอบความชื้น และสามารถทนอากาศแห้งได้ดี ต่างจากพรรณไม้ในระบบปิดที่จำเป็นต้องมีความชื้นที่พอเหมาะ

สร้าง Terrarium แบบง่ายๆ
        ขั้นแรกคือการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ซึ่งจะจัดเป็นTerrarium ระบบปิด โดยเลือกใช้วัสดุที่หาได้ง่าย ๆ ตามท้องตลอดทั่วไปได้แก่
        1. ภาชนะ เลือกที่เป็นโถแก้ว มีฝามิดชิด รูปทรงดีไซน์เลือกได้ตามใจ ในครั้งแรกควรเลือกภาชนะที่มีปากกว้าง เพื่อเด็ก ๆสามารถทำได้ง่าย ๆ
        2. วัสดุในการสร้างชั้นดิน เริ่มที่หินกรวดเม็ดเล็ก ถ่านบด ขี้เลื่อย ดิน
        3. ต้นไม้สำหรับจัดตกแต่ง อาทิ มอสส์ เฟิร์น กล้วยไม้ ทั้งนี้เราสามารถเลือกเฟิร์นและมอสส์ในสายพันธุ์ รูปร่างรูปทรงที่แตกต่างมาจัดปลูกด้วยกันได้ โดยเลือกที่ขนาดเล็กพอเหมาะกับภาชนะปลูกที่เตรียมไว้
        4. อุปกรณ์ ตะเกียบหรือมือคีบ ช้อน ผ้ารอง ฟ๊อกกี้ กระดาษสำหรับรองโต๊ะ
        5. ของตกแต่งอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับความชอบ เช่น ก้อนหิน หุ่นจิ๋ว ตุ๊กตาเซรามิก

  

วัสดุและอุปกรณ์ในการทำTerrarium (ระบบปิด)

ซ้าย-ใส่หินพัมมีซหรือเลือกใช้หินกรวดแทนได้ รองจนเต็มก้นโถ
ขวา-ใส่เม็ดดินเผาเพื่อช่วยกักเก็บความชื้น

DIY ลงมือทำสวนในขวดแก้ว

        1. ล้างภาชนะที่เตรียมไว้ให้สะอาด เช็ดให้แห้งสนิท จากนั้นใส่หินลงไปเป็นอันดับแรก ปริมาณ 1/10 ของความสูงของภาชนะ ใช้ช้อนเกลี่ยให้ระดับเท่ากัน ชั้นหินจะทำหน้าที่กักเก็บแบคทีเรียและเชื้อโรคไว้ไม่ให้ออกมาทำลายต้นไม้ สามารถเลือกสีสันและขนาดได้ตามใจ หากใช้หินพัมมีซรองในชั้นล่างสุดจะรักษาสวนขวดแก้วให้อยู่นานยิ่งขึ้น ด้วยหินพัมมีซเป็นที่อยู่ของแบคทีเรีย จะช่วยกักเก็บไม่ไห้ออกไปทำลายอากาศในขวดได้

        2. ใส่ถ่านบดลงไปปริมาณครึ่งหนึ่งของชั้นหินในตอนแรก ถ่านจะทำหน้าที่กรองไอน้ำที่ไหลลงสู่ชั้นหินให้สะอาดยิ่งขึ้น จากนั้นโรยด้วยขี้เลื่อยเท่ากับถ่าน หน้าที่ของขี้เลื่อยคือ ป้องกันไม่ให้ชั้นดินไหลลงไปผสมกับชั้นถ่าน ทั้งนี้สามารถใช้สแมกนัมมอสส์แทนได้ ซึ่งสแมกนัมมอสส์คือ มอสส์ชั้นล่างที่ถูกมอสส์เกิดทับ จะช่วยรักษาระดับความชื้นและระบายอากาศให้ดินได้พอดี

        3. ใส่ดินลงไปปริมาณเท่ากับชั้นหินหรือมากกว่าได้ ระวังความสูงไม่ควรเกินครึ่งหนึ่งของขวดเพื่อความสวยงาม และให้มีพื้นที่สำหรับอากาศที่หมุนเวียนอยู่ภายใน พรมน้ำเล็กน้อย ในชั้นนี้สามารถใช้พีซมอสส์แทนได้ พีซมอสส์คือ มอสส์ที่ถูกทับในชั้นต่ำกว่าสแมกนัมมอสส์ จึงมีสารอาหารมากมายสะสมอยู่ สามารถใช้ผสมเป็นวัสดุปลูกได้ดี

        4. เป็นขั้นตอนของการปลูกต้นไม้ โดยรดน้ำให้ชุ่มก่อน พรมน้ำให้มอสส์อุ้มน้ำ จากนั้นแยกต้นให้มีขนาดพอเหมาะ ใช้ตะเกียบเขี่ยช่องดินให้เกิดเป็นหลุมขนาดเล็ก และคีบต้นไม้หย่อนลงไปในขวด เขี่ยดินกลบให้เรียบร้อย สามารถเลือกปลูกได้ตามใจต้องการ แต่ควรระวังไม่ให้แน่นจนเกินไปเพื่อให้ต้นไม้ได้เติบโตได้ จากนั้นปูมอสส์เพื่อเก็บรายละเอียดให้เกิดความสวยงาม ตกแต่งด้วยก้อนหินและตุ๊กตาจิ๋วตามจินตนาการ

การดูแลรักษา
        แม้ว่าจะเป็นสวนในขวดขนาดจิ๋วที่ดูแลง่าย แต่ก็มีปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องใส่ใจและเฝ้าสังเกต ไม่ว่าจะเป็นชั้นหิน ระวังอย่าให้มีน้ำท่วมขังซึ่งหมายถึงในโถมีความชื้นมากไป สังเกตชั้นดินไม่ให้ดินแห้ง หากแห้งให้พรมน้ำให้ชุ่ม คีบเชื้อราที่เกาะต้นไม้ออก และเปิดฝาเปลี่ยนอากาศทุก ๆ สัปดาห์ ในช่วงเริ่มแรกต้นไม้จะใช้เวลาฟื้นตัวประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าต้นไม้ต้นไหนเน่าตาย ต้นไหนเติบโต ช่วงนี้ให้คีบต้นที่เน่าทิ้งแล้วเปลี่ยนปลูกใหม่ทันที ส่วนตำแหน่งที่วาง ควรเลือกให้มีแสงส่องถึง อากาศถ่ายเท หากเป็นมุมที่มีอากาศค่อนข้างเย็นก็ดี ไม่วางในที่อากาศร้อนและมีแสงแดดมากเกินไป

  

ใส่ถ่านบด โรยด้วยขี้เลื่อย และใส่ดินอีกชั้น


  

พรมน้ำเล็กน้อยให้ดินชุ่ม


  

ปลูกต้นไม้ลงในชั้นดิน ตกแต่งด้วยมอสส์ ขอนไม้ ตุ๊กตา และเก็บรายละเอียดให้สวยงาม พรมน้ำให้ดินชุ่มชื้น แต่อย่าให้เยอะจนมีน้ำขังในชั้นหิน


  

ปิดฝาภาชนะให้มิดชิด

​ 

ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก ภาพ :
- TreeTimeTerrarium
- http://en.wikipedia.org