View : 6736


วิสัยทัศน์การวางผังเมืองในสิงคโปร์โดย Urban Redevelopment Authority

การวางผังเมืองเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นเกาะที่มีขนาดพื้นที่ไม่มาก แต่มีการบริหารจัดการอย่างดีเยี่ยมภายใต้หน่วยงานที่ดูแลคือ URA

       สิงคโปร์เป็นประเทศเกาะขนาดเล็ก เล็กขนาดที่เราสามารถจินตนาการได้ง่าย ๆ ว่า มีขนาดไล่กันกับจังหวัดนนทบุรีเท่านั้นเอง สิงคโปร์มีพื้นที่ราว 718 ตารางกิโลเมตร ในขณะที่จังหวัดนนทบุรีมีพื้นที่ราว 622 ตารางกิโลเมตร แต่บทพิสูจน์ของผู้นำสิงคโปร์ที่เริ่มร่างสร้างชาติมากว่า 50 ปี ได้บอกชาวโลกว่า ขนาดไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะตัวชี้วัดคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาด เราสามารถพบการก้าวกระโดดของประเทศเกาะนี้ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สถาปัตยกรรม และที่น่าทึ่งคือเรื่องการวางผังเมือง

ภาพ: เมืองสิงคโปร์รอบอ่าวมารินา

       ในประเทศขนาดเล็กที่มีเอกราชของตัวเอง การวางผังเมืองเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะต้องมีการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เพียงพอต่อประชากรจำนวน 5.5 ล้านคน โดยมีความหนาแน่นของประชากร 7,615 คน ต่อ ตารางกิโลเมตร ซึ่งหนาแน่นกว่ากรุงเทพมหานครที่มีความหนาแน่นของประชากร 3,600 คน ต่อ ตารางกิโลเมตร ความหนาแน่นในระดับนี้ ถ้าไม่มีการวางผังเมืองที่ดีจะทำให้เมืองนี้ตกอยู่ในความโกลาหลอย่างแน่นอน สำหรับการวางผังเมืองของสิงคโปร์มีหน่วยงานที่ดูแลคือ “Urban Redevelopment Authority” หรือเรียกแบบย่อว่า “URA”

ภาพ: บรรยากาศภายในนิทรรศการ

       URA ตั้งอยู่ที่ถนนแมกซ์เวลล์ สำหรับผู้สนใจเรื่องการวางผังเมืองของสิงคโปร์ว่าประสบความสำเร็จได้อย่างไร ขอแนะนำให้ลองมาเข้าชม SINGAPORE CITY GALLERY ในอาคาร URA ซึ่งเป็นพื้นที่นิทรรศการแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองสิงคโปร์ที่วางแผนล่วงหน้ากัน 40-50 ปีเลยทีเดียว GALLERY เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ปี 1999 โดยแบ่งส่วนการจัดนิทรรศการออกเป็น 10 หัวข้อ ได้แก่

1. Vibrant Cities
2. Periods of Progress
3. Conversation
4. Learning The Fundamentals
5. Planning Sustainably
6. British with History
7. Urban Design 8.Study Area
9. Distinctive Districts
10. Central Area Model

       โดยหัวข้อที่ 1- 9 จะถูกจัดแสดงในรูปแบบสื่อผสมต่าง ๆ  แต่ที่เป็นไฮไลท์คือหัวข้อที่ 10 เป็นการจัดแสดงโดยมีหุ่นจำลองของบ้านเมืองในสิงคโปร์ทั้งที่สร้างเสร็จแล้วรวมกันกับอาคารที่อยู่ในแผนจะสร้างในอนาคต สิงคโปร์เป็นเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก หุ่นจำลองเหล่านี้จะทำให้เห็นภาพการพัฒนาเมืองของสิงคโปร์อย่างเป็นระบบในระยะเวลาที่ URA ได้ทำการพัฒนาเมืองนี้มา โดยมีเบื้องหลังซึ่งเป็นแนวคิดก่อนจะได้หุ่นจำลองเหล่านี้ในหัวข้อที่ 1- 9 ที่พอสรุปแนวคิดได้คือ ความยั่งยืน จาก 3 องค์ประกอบ

       1. เศรษฐศาสตร์ มองในเรื่องเมืองที่แข็งแรง สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ จะสร้างโอกาสได้มากมาย
       2. สังคม มองในเรื่องเมืองที่มีการออกแบบที่ดี สามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชากร
       3. สิ่งแวดล้อม มองในเรื่องเมืองที่มีการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งผืนดิน ผืนน้ำ อย่างมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และมีความรับผิดชอบ
 

ภาพ: หุ่นจำลองเมืองสิงคโปร์ใน SINGAPORE CITY GALLERY

       จากแนวคิดได้สะท้อนออกมาเป็นการวางผังเมืองที่แบ่งการใช้สอยอย่างเป็นระบบ โดยพื้นที่ 2 ใน 3 ของเกาะใช้กักเก็บน้ำจืด ทั้งผืนป่า เมือง ให้สามารถรองรับความต้องการของประชากรในเวลานี้ได้ แต่เมื่อประชากรเพิ่มขึ้นจะต้องขยายพื้นที่เพิ่มหรือขึ้นในแนวดิ่ง แม้ว่าสิงคโปร์จะมีพื้นที่น้อย แต่ 20% ของประเทศเป็นพื้นที่ทางการทหาร ซึ่งหากมองจากสัดส่วนจะดูมากแต่มีความจำเป็นต่อการสร้างชาติของชาวสิงคโปร์ การเลือกใช้พื้นที่ของสิงคโปร์ในลักษณะนี้ส่งผลให้เกิดความยั่งยืน ด้วยเพราะเกาะสิงคโปร์ต้องการความมีเอกภาพ ความมั่นคง แต่ทรัพยากรธรรมชาติแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีอะไรเลยก็ได้ มีทรัพยากรคนเท่านั้นที่สำคัญอย่างยิ่งยวด การบริหารพื้นที่ให้สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ พึ่งพาตัวเองได้มากที่สุดจึงสำคัญ ลองจินตนาการดูว่าในปัจจุบันสิงคโปร์พึ่งทรัพยากรพื้นฐานคือ “น้ำ” และอาหารจากมาเลเซียซึ่งขับสิงคโปร์ออกมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว หากวันใดวันหนึ่งมาเลเซียงดส่งน้ำมาให้สิงคโปร์จะเกิดความวุ่นวายแค่ไหน การเลือกที่จะให้ตัวเกาะสิงคโปร์เองสามารถกักเก็บน้ำใช้ พร้อมกับรีไซเคิลได้สะอาดเพียงพอจึงสำคัญมากสำหรับความมั่นคงในเกาะนี้ พื้นที่ผิวดินของสิงคโปร์จึงถูกออกแบบเมืองให้ 33% สามารถอุ้มน้ำไว้เพื่อความมั่นคงของเกาะนี้ได้ นอกจากน้ำแล้วเราจะพบกับโครงการปลูกผักในเมืองแบบแนวดิ่งที่กำลังทดลองในสิงคโปร์เพื่อการนี้เช่นกัน

       ผังเมืองในปัจจุบันเป็นลักษณะที่แยกพื้นที่เศรษฐกิจให้กระจายออกไปในหลายจุดของเกาะ จัดวางส่วนพักอาศัย พื้นที่ราชการ อาคารสถาบันให้ผสมผสานกันทั่วเกาะ การวางผังเมืองแบบผสมผสานนี้ช่วยให้เมืองไม่ตายในเวลาใดเวลาหนึ่ง มันช่วยให้เมืองมีความยืดหยุ่น มีชีวิตชีวามากกว่าเมืองที่วางแบบแยกขาดกันชัดเจนอย่างเช่นเมืองจัณฑีครห์ที่ Le Corbusier ออกแบบไว้ที่อินเดียซึ่งส่วนราชการจะร้างตั้งแต่เวลาเย็น นอกจากนี้นิทรรศการยังเสนอถึงวิสัยทัศน์การออกแบบเมืองในอีก 50 ปีข้างหน้าด้วยการเพิ่มพื้นที่พักอาศัยให้กระจายทั่วเกาะ แต่กระจุกเป็นแนวดิ่งอยู่รอบอ่าวมารินา และพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมไปยังด้านทิศตะวันตกของเกาะ สุดท้ายคือเสนอแผนที่จะสร้างแผ่นดินเพิ่มในบริเวณทางใต้ของเกาะใหญ่ โดยเฉพาะรอบเกาะ Pulau Semakau
 

ภาพ: แนวคิดการวางผังเมืองในอนาคตของสิงคโปร์

       แม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก แต่ถ้าผ่านการบริหารจัดการและถูกออกแบบมาอย่างดี ให้โอกาสนักออกแบบเมือง สถาปนิก ทำงานตามความรู้อย่างเต็มที่ จะทำให้เมืองไม่ว่าจะขนาดเท่าไรก็น่าอยู่ได้เสมอ เหมือนที่เราได้เรียนรู้จากวิสัยทัศน์ของ URA ในความคิดของอดีตผู้นำประเทศต้องการให้สิงคโปร์มีอุณหภูมิตอนเช้าที่ 24 องศาเซลเซียสเพื่อกระตุ้นให้ชาวสิงคโปร์มีพลังในการทำงาน ไม่หงุดหงิดกับอากาศแบบร้อนชื้นจนเกินไป เราจึงพบพื้นสีเขียวแทรกอยู่มากมายในประเทศนี้ นั่นเป็นเพราะ URA สามารถพัฒนาเมืองโดยมีผลประโยชน์ของคนสิงคโปร์เป็นหลัก

       การเห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่ต่อยอดมาสู่การพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในแบบอย่างเพื่อเป็นแนวทางสำหรับหลาย ๆ ประเทศให้สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน


ขอขอบคุณแหล่งที่มาอ้างอิง
www.ura.gov.sg
http://mmpeople.com.sg
http://www.singstat.gov.sg


วิสัยทัศน์การวางผังเมืองในสิงคโปร์โดย Urban Redevelopment Authority

การวางผังเมืองเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นเกาะที่มีขนาดพื้นที่ไม่มาก แต่มีการบริหารจัดการอย่างดีเยี่ยมภายใต้หน่วยงานที่ดูแลคือ URA

       สิงคโปร์เป็นประเทศเกาะขนาดเล็ก เล็กขนาดที่เราสามารถจินตนาการได้ง่าย ๆ ว่า มีขนาดไล่กันกับจังหวัดนนทบุรีเท่านั้นเอง สิงคโปร์มีพื้นที่ราว 718 ตารางกิโลเมตร ในขณะที่จังหวัดนนทบุรีมีพื้นที่ราว 622 ตารางกิโลเมตร แต่บทพิสูจน์ของผู้นำสิงคโปร์ที่เริ่มร่างสร้างชาติมากว่า 50 ปี ได้บอกชาวโลกว่า ขนาดไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะตัวชี้วัดคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาด เราสามารถพบการก้าวกระโดดของประเทศเกาะนี้ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สถาปัตยกรรม และที่น่าทึ่งคือเรื่องการวางผังเมือง

ภาพ: เมืองสิงคโปร์รอบอ่าวมารินา

       ในประเทศขนาดเล็กที่มีเอกราชของตัวเอง การวางผังเมืองเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะต้องมีการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เพียงพอต่อประชากรจำนวน 5.5 ล้านคน โดยมีความหนาแน่นของประชากร 7,615 คน ต่อ ตารางกิโลเมตร ซึ่งหนาแน่นกว่ากรุงเทพมหานครที่มีความหนาแน่นของประชากร 3,600 คน ต่อ ตารางกิโลเมตร ความหนาแน่นในระดับนี้ ถ้าไม่มีการวางผังเมืองที่ดีจะทำให้เมืองนี้ตกอยู่ในความโกลาหลอย่างแน่นอน สำหรับการวางผังเมืองของสิงคโปร์มีหน่วยงานที่ดูแลคือ “Urban Redevelopment Authority” หรือเรียกแบบย่อว่า “URA”

ภาพ: บรรยากาศภายในนิทรรศการ

       URA ตั้งอยู่ที่ถนนแมกซ์เวลล์ สำหรับผู้สนใจเรื่องการวางผังเมืองของสิงคโปร์ว่าประสบความสำเร็จได้อย่างไร ขอแนะนำให้ลองมาเข้าชม SINGAPORE CITY GALLERY ในอาคาร URA ซึ่งเป็นพื้นที่นิทรรศการแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองสิงคโปร์ที่วางแผนล่วงหน้ากัน 40-50 ปีเลยทีเดียว GALLERY เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ปี 1999 โดยแบ่งส่วนการจัดนิทรรศการออกเป็น 10 หัวข้อ ได้แก่

1. Vibrant Cities
2. Periods of Progress
3. Conversation
4. Learning The Fundamentals
5. Planning Sustainably
6. British with History
7. Urban Design 8.Study Area
9. Distinctive Districts
10. Central Area Model

       โดยหัวข้อที่ 1- 9 จะถูกจัดแสดงในรูปแบบสื่อผสมต่าง ๆ  แต่ที่เป็นไฮไลท์คือหัวข้อที่ 10 เป็นการจัดแสดงโดยมีหุ่นจำลองของบ้านเมืองในสิงคโปร์ทั้งที่สร้างเสร็จแล้วรวมกันกับอาคารที่อยู่ในแผนจะสร้างในอนาคต สิงคโปร์เป็นเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก หุ่นจำลองเหล่านี้จะทำให้เห็นภาพการพัฒนาเมืองของสิงคโปร์อย่างเป็นระบบในระยะเวลาที่ URA ได้ทำการพัฒนาเมืองนี้มา โดยมีเบื้องหลังซึ่งเป็นแนวคิดก่อนจะได้หุ่นจำลองเหล่านี้ในหัวข้อที่ 1- 9 ที่พอสรุปแนวคิดได้คือ ความยั่งยืน จาก 3 องค์ประกอบ

       1. เศรษฐศาสตร์ มองในเรื่องเมืองที่แข็งแรง สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ จะสร้างโอกาสได้มากมาย
       2. สังคม มองในเรื่องเมืองที่มีการออกแบบที่ดี สามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชากร
       3. สิ่งแวดล้อม มองในเรื่องเมืองที่มีการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งผืนดิน ผืนน้ำ อย่างมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และมีความรับผิดชอบ
 

ภาพ: หุ่นจำลองเมืองสิงคโปร์ใน SINGAPORE CITY GALLERY

       จากแนวคิดได้สะท้อนออกมาเป็นการวางผังเมืองที่แบ่งการใช้สอยอย่างเป็นระบบ โดยพื้นที่ 2 ใน 3 ของเกาะใช้กักเก็บน้ำจืด ทั้งผืนป่า เมือง ให้สามารถรองรับความต้องการของประชากรในเวลานี้ได้ แต่เมื่อประชากรเพิ่มขึ้นจะต้องขยายพื้นที่เพิ่มหรือขึ้นในแนวดิ่ง แม้ว่าสิงคโปร์จะมีพื้นที่น้อย แต่ 20% ของประเทศเป็นพื้นที่ทางการทหาร ซึ่งหากมองจากสัดส่วนจะดูมากแต่มีความจำเป็นต่อการสร้างชาติของชาวสิงคโปร์ การเลือกใช้พื้นที่ของสิงคโปร์ในลักษณะนี้ส่งผลให้เกิดความยั่งยืน ด้วยเพราะเกาะสิงคโปร์ต้องการความมีเอกภาพ ความมั่นคง แต่ทรัพยากรธรรมชาติแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีอะไรเลยก็ได้ มีทรัพยากรคนเท่านั้นที่สำคัญอย่างยิ่งยวด การบริหารพื้นที่ให้สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ พึ่งพาตัวเองได้มากที่สุดจึงสำคัญ ลองจินตนาการดูว่าในปัจจุบันสิงคโปร์พึ่งทรัพยากรพื้นฐานคือ “น้ำ” และอาหารจากมาเลเซียซึ่งขับสิงคโปร์ออกมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว หากวันใดวันหนึ่งมาเลเซียงดส่งน้ำมาให้สิงคโปร์จะเกิดความวุ่นวายแค่ไหน การเลือกที่จะให้ตัวเกาะสิงคโปร์เองสามารถกักเก็บน้ำใช้ พร้อมกับรีไซเคิลได้สะอาดเพียงพอจึงสำคัญมากสำหรับความมั่นคงในเกาะนี้ พื้นที่ผิวดินของสิงคโปร์จึงถูกออกแบบเมืองให้ 33% สามารถอุ้มน้ำไว้เพื่อความมั่นคงของเกาะนี้ได้ นอกจากน้ำแล้วเราจะพบกับโครงการปลูกผักในเมืองแบบแนวดิ่งที่กำลังทดลองในสิงคโปร์เพื่อการนี้เช่นกัน

       ผังเมืองในปัจจุบันเป็นลักษณะที่แยกพื้นที่เศรษฐกิจให้กระจายออกไปในหลายจุดของเกาะ จัดวางส่วนพักอาศัย พื้นที่ราชการ อาคารสถาบันให้ผสมผสานกันทั่วเกาะ การวางผังเมืองแบบผสมผสานนี้ช่วยให้เมืองไม่ตายในเวลาใดเวลาหนึ่ง มันช่วยให้เมืองมีความยืดหยุ่น มีชีวิตชีวามากกว่าเมืองที่วางแบบแยกขาดกันชัดเจนอย่างเช่นเมืองจัณฑีครห์ที่ Le Corbusier ออกแบบไว้ที่อินเดียซึ่งส่วนราชการจะร้างตั้งแต่เวลาเย็น นอกจากนี้นิทรรศการยังเสนอถึงวิสัยทัศน์การออกแบบเมืองในอีก 50 ปีข้างหน้าด้วยการเพิ่มพื้นที่พักอาศัยให้กระจายทั่วเกาะ แต่กระจุกเป็นแนวดิ่งอยู่รอบอ่าวมารินา และพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมไปยังด้านทิศตะวันตกของเกาะ สุดท้ายคือเสนอแผนที่จะสร้างแผ่นดินเพิ่มในบริเวณทางใต้ของเกาะใหญ่ โดยเฉพาะรอบเกาะ Pulau Semakau
 

ภาพ: แนวคิดการวางผังเมืองในอนาคตของสิงคโปร์

       แม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก แต่ถ้าผ่านการบริหารจัดการและถูกออกแบบมาอย่างดี ให้โอกาสนักออกแบบเมือง สถาปนิก ทำงานตามความรู้อย่างเต็มที่ จะทำให้เมืองไม่ว่าจะขนาดเท่าไรก็น่าอยู่ได้เสมอ เหมือนที่เราได้เรียนรู้จากวิสัยทัศน์ของ URA ในความคิดของอดีตผู้นำประเทศต้องการให้สิงคโปร์มีอุณหภูมิตอนเช้าที่ 24 องศาเซลเซียสเพื่อกระตุ้นให้ชาวสิงคโปร์มีพลังในการทำงาน ไม่หงุดหงิดกับอากาศแบบร้อนชื้นจนเกินไป เราจึงพบพื้นสีเขียวแทรกอยู่มากมายในประเทศนี้ นั่นเป็นเพราะ URA สามารถพัฒนาเมืองโดยมีผลประโยชน์ของคนสิงคโปร์เป็นหลัก

       การเห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่ต่อยอดมาสู่การพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในแบบอย่างเพื่อเป็นแนวทางสำหรับหลาย ๆ ประเทศให้สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน


ขอขอบคุณแหล่งที่มาอ้างอิง
www.ura.gov.sg
http://mmpeople.com.sg
http://www.singstat.gov.sg

ขออภัยค่ะ ขณะนี้นอกเวลาทำการ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง หรือฝากข้อความไว้ที่ SCG Contact Center นะคะ